พูดถึงดอกพิศวงรยางค์ ก็คิดถึงบรรยากาศวันที่เข้าไปสำรวจนะครับ
ทีมงานเดินทางกันเข้าไปแต่เช้าประมาณ 9 โมงเศษ ๆๆครับ
โดยการนำของพี่ติ่ง(ไม่อาจเอ่ยชื่อเลย เสียหมาหมด

)
หลังจากที่พวกเราเดินทางกันเข้าไปได้ประมาณสัก ครึ่งชั่วโมงเราก็พบดอกไม้ชนิดหนึ่งครับตามภาพที่คุณจันทน์ผาลงไว้
พวกเราก็เดินเหยียบบ้าง ผ่านบ้าง ถ่ายรูปบ้างตามความชอบของแต่ละคน
ด้วยความที่ไม่รู้ว่าดอกนั้นคือดอกอะไร เราก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจ
ผู้นำของพวกเราก็พาเดินเข้าป่าไปเรื่อยๆๆ โดยไม่ได้บอกหลอกครับว่าดอกนั้นคือดอกพิศวงรยางค์(รู้หรือไม่เราก็ไม่รู้ กำ กำ )
จนเดินไปไกลออกไปเรื่อย ๆ ครับได้ประมาณสัก 2 ชั่วโมงเราก็ยังไม่พบดอก พิศวงรยางค์ นั้นเลย(ในความรู้สึกนะครับ)
จนเวลาผ่านไปบ่าย 2 กว่าๆ ทุกคนเริ่มอยากกลับกันแล้วครับ เพราะฝนก็ตก เป็นห่วงกล้องก็ห่วง เป็นห่วงน้อง ๆที่เดินทางด้วยก็ห่วง
จนต้องเอ่ยปากชวนพี่ติ่งกลับครับ เวณกรรมครับ พวกเราหาทางกลับกันไม่ได้ (หลงแล้วซิเนี่ย)
ในก็กลัวครับ แต่ก็ปากแข็งเพราะกลัวน้อง ๆจะกลัว เพราะตลอดเส้นทาง
เราจะเจอเหมือนลอยสัตว์ชนิดหนึ่งเป็นสัตว์ตัวใหญ่(สัญนิฐานนะครับจากความรู้สึกและประสบการณ์)
เหมือน ๆกับลอยคนที่มาเก็บหน่อไม้ครับ (ก็ได้แต่บอกน้อง ๆว่า คนมาหาหน่อไม้

)
คนนำทางเราก็เดินตามเส้นทางคน ไม่เจอแล้วครับ เลยเดินทางเส้นทางหมูป่าบ้าง เผื่อมันจะทุลุได้
เดินกันวกไปวนมาหลายรอบครับเราพยายามเอากล้อมดิจิตอลที่ถ่ายภาพไว้มาดูหลายครั้งแต่ก็เดินกลับมาที่เดิม
ข้ามน้ำที่เดิม(ตรงที่เรากรอกน้ำไปดื่มกัน) ทุกคนก็เริ่มใจไม่ดี ไม่ได้เอาอะไรมาสักอย่าง
ไฟฉาย ไฟแชค อุปกรณืทำครัวทุกชนิด มาแต่ตัวเปล่า พร้อมมีดเท่านั้น
จนในที่สุดเกือบ 5 โมงเย็นครับพวกเราก็จุดไต้ตำตอ หาเส้นทางออกได้
++++ ความเห็นส่วนตัวนะครับ++++จากหลายคำพูด เรื่องแปลก ๆๆ ตั้งแต่เดินเข้าป่าแล้วครับ พี่ติ่งพูดว่า "
ดีน้อหลงป่ามาตายเลยมึง ไม่ได้เตรียมไรกันมาเลย "
พอออกจากป่าได้ น้องเหมี่ยวบอกว่า "
ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพี่เน้มของพวกเราขอให้เจอเส้นทางออกหน่อย"
คำพูดเหล่านี้คือคำพูดที่ให้เราหลง และ เราออกมาจากป่าได้ เป็นความเชื่อของพรานหลายคนที่เคยเล่าประสบการณืให้ฟัง
เรื่องของคำพูดที่ไม่สมควรจะพูด และความขัดแย้งกันในป่า