สิงหาคม 29, 2014, 11:08:57 PM *
ข่าว: กลุ่มเรารักษ์ป่า

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

หน้า: [1]
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: กรมป่าไม้ปลุกจิตอาสาแก้ไฟป่าได้ยั่งยืน  (อ่าน 796 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ตะเคียน 022
กลุ่มเรารักษ์ป่า
ต้นไม้ใหญ่
***
กระทู้: 483


สองมือที่ร่วมทำ หนึ่งใจที่ก้าวเดิน

243
ดูรายละเอียด อีเมล์
« เมื่อ: มีนาคม 08, 2011, 12:56:21 PM »

จากการรายงานสาเหตุของการเกิดไฟป่าเกือบ 100% มาจากน้ำมือของมนุษย์ การแก้ปัญหาเรื่องหมอกควันและไฟป่า มีหลายหน่วยงานที่มีหน้าที่และให้ความสำคัญในเรื่องนี้ โดยในระดับประเทศก็มีมติคณะรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 22 สิงหาคม 2543 กำหนดให้ทุกวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นวันปลอดหมอกควันพิษจากไฟป่า เพื่อให้ทุกหน่วยงานได้รณรงค์สร้างจิตสำนึกให้กับประชาชน ลด ละ เลิก เผาป่า หลายปีที่ผ่านมาก็ยังมีปัญหานี้เกิดขึ้น ฉะนั้นการแก้ปัญหานี้ที่ตรงจุดที่สุดนั้นคือต้องแก้ที่มนุษย์ ด้วยการว่าการปลุกจิตสำนึกของคน โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ใกล้ป่าในลักษณะหมู่บ้านจิตอาสาประชาร่วมใจ แก้ปัญหาหมอกควันและไฟป่าได้อย่างยั่งยืน ตัวอย่างเช่น ป่าชุมชนบ้านหัวดอย หมู่ที่ 6 ตำบลท่าสาย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ซึ่งล่าสุดกรมป่าไม้ได้นำสื่อมวลชนไปเยี่ยมชมการดำเนินงาน

 นายประสิทธิ์ เทพสิงห์ ผู้ใหญ่บ้านหัวดอย ประธานป่าชุมชนบ้านหัวดอย เล่าว่าจากการสืบค้น บ้านหัวดอย เป็นชุมชนที่ตั้งมานานกว่า 100 ปี มีท้าวสุพรรณ เป็นผู้ก่อตั้ง เดิมมีประชากรไม่มากนัก ต่อมาได้ตั้งวัดในชุมชนขึ้น ชื่อวัดศรีสุพรรณ เมื่อมีประชากรมากขึ้นเรื่อยๆ ได้แบ่งหมู่บ้านออกมามากจนถึง 12 หมู่บ้าน ส่วนบ้านหัวดอยนั้นเป็นหมู่ที่ 12 ตำบลสันทราย ซึ่งมีนายอุ่น สมบัติ เป็นผู้ใหญ่บ้าน และมีนายดี มโนหาญ เป็นกำนัน ต่อมามีประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ จึงได้แยกออกมาเป็นตำบลท่าสาย ออกมาเป็นอีกหนึ่งตำบล และหมู่บ้านหัวดอย จากหมู่12 มาเป็นหมู่ 6 ของตำบลท่าสาย ต่อมามีนายติ๊บ พิราศร เป็นผู้ใหญ่บ้านคนที่ 2 และตนเป็นผู้ใหญ่บ้านคนที่ 3 ตั้งแต่ปี 2547 -ปัจจุบัน

บ้านหัวดอยตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้พื้นที่สูง ป่าดอยปุย มีต้นไม้ขึ้นอยู่หนาแน่น ไม่ว่าจะเป็นสัก ประดู่ มะค่าโมง แดง เต็ง กระพี้ ตะเคียน และไม้ไผ่ชนิดต่างๆ เช่น ไผ่ซาง ไผ่ไร่ ไผ่บง ไผ่รวก ส่วนสัตว์ป่าที่ผบเช่นเก้ง หมูป่า นกยูง นิ่ม เม่น เป็นแหล่งอาหารและหารายได้ด้วยการเก็บของป่าขาย ได้แก่ เห็ด หน่อไม้ น้ำผึ้ง สร้างรายได้ให้กับชุมชนมากพอสมควร แต่เมื่อมีประชากรมากขึ้น มีการตัดไม้ลำลายป่า เพื่อใช้เป็นพื้นที่ทำการเกษตร ทำไร่ ทำนา มีมากขึ้น กระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวบ้าน จึงได้รวมกลุ่มจัดตั้งป่าชุมชนบ้านหัวดอยขึ้น โดยได้รับอนุมัติโครงการป่าชุมชนจากกรมป่าไม้ เพื่อดำเนินการในปี พ.ศ. 2543-2547 และในปี2549 ได้รับการอนุมัติโครงการป่าชุมชนเพิ่มอีก 600 ไร่

นายประสิทธิ์ กล่าวว่าตนได้รับเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน จึงได้หารือกับคณะกรรมการหมู่บ้านจัดตั้งกฎระเบียบภายในหมู่บ้านขึ้นโดยความยินยอมพร้อมใจเห็นชอบร่วมกันของทุกคนในหมู่บ้านทั้งนี้หากใครฝ่าฝืนกฎระเบียบก็จะมีบทลงโทษ เช่น จะถูกตัดรายชื่อออกจากกลุ่มสมาชิกต่างๆ ภายในหมู่บ้านทันที ไม่มีสิทธิ์ที่จะยืมหรือใช้สิ่งของซึ่งเป็นของหมู่บ้าน มิให้เพื่อนบ้านช่วยเหลือในการจัดงานต่างๆ หากมีการทะเลาะวิวาทกันผู้กระทำผิดจะถูกปรับเป็นเงิน 500 บาท เล่นการพนันถูกปรับ 1,500 บาท ลักลอบตัดไม้ทำลายป่าถูกปรับเงิน ถ้าเป็นไม้เนื้อแข็ง ไม้ยืนต้น 500 บาท ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่อายุ 10 ปีขึ้นไปต้นละ 2,500 บาท หน่อไม้ในเขตป่าต้นน้ำถุงละ 500 บาท การเก็บหาของป่าก็มีกฎระเบียบในการปฎิบัติ เช่น การเก็บเห็ดห้ามใส่ถุงพลาสติก แต่ต้องใช้ตระกล้าที่มีรูห่างๆ เท่านั้น เพื่อให้สปอร์ของเห็ดร่วงลงพื้นเป็นเชื้อเห็ดในปีต่อไป หน่อไม้ไผ่ชางห้ามเก็บเด็ดขาด เพราะใช้ประโยชน์ลำต้นเท่านั้น เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีกฎระเบียบวิธีการบริหารจัดการป่าชุมชนในลักษณะจิตอาสาในการป้องกันและควมคุมไฟป่า เพื่อดูแลรักษาป่าชุมชนขึ้น ซึ่งพบว่าไฟป่าที่จะเกิดขึ้นในป่าชุมชนบ้านหัวดอยมักจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายนของทุกปี เนื่องจากเป็นช่วงที่ใบไม้และวัชพืชในป่าเต็งรังมีปริมาณมาก และเป็นช่วงที่สัตว์ป่าโดยเฉพาะไก่ป่าที่มีเป็นจำนวนมากออกหากินแมลงและพืชปา ดังนั้น จึงมีผู้ลักลอบล่าสัตว์ป่าจากชุมชนใกล้เคียงเข้าไปล่าสัตว์โดยการจุดไฟเผาใบไม้เพื่อไล่ยิง ซุ่มยิงสัตว์ ทางชุมชนจึงได้มีมาตรการด้านการป้องกันและควบคุมไฟป่า ด้วยการให้การศึกษาประชาสัมพันธ์เสียงตามสายของชุมชน โดยความร่วมมือร่วมใจจากราษฎรในชุมชน หน่วยงานภาครัฐ สถานศึกษา ในพื้นที่ดำเนินการตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมของทุกปี

นายประสิทธิ์ ยังได้กล่าวว่าการจัดทำแนวกันไฟของป่าชุมชน เป็นอีกเรื่องที่สำคัญในการป้องกันไฟป่าในเนื้อที่ 600 ไร่ของป่าชุมชนบ้านหัวดอย โดยอีกด้านหนึ่งของป่าชุมชนบ้านหัวดอยซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานีส่งสัญญาณโทรทัศน์ ช่อง 3, 9, 11 จึงใช้เส้นทางขึ้นสถานีส่งสัญญาณเป็นแนวกันไฟหลัก โดยจัดผู้ดูแลออกเป็นกลุ่มๆ จำนวน 10 - 12 คน โดยจะทิ้งระยะห่างในการทำงานคนละประมาณ 100 เมตร จัดทำแนวกันไฟกว้าง 6-7 เมตร ด้วยอุปกรณ์ เช่น ไม้กวาด มีด คราด ทำการกวาดเศษใบไม้บริเวณที่ทำแนวกันไฟให้สะอาดจากหัวดอยลงสู่ตีนดอย สำหรับเศษใบไม้ หญ้าแห้งต่างๆ ที่กวาดออกเพื่อทำแนวกันไฟนั้น เมื่อก่อนจะเผาทิ้งเพื่อไม่ให้เป็นเชื้อไฟ แต่ปัจจุบันได้นำกล่องกระบะไม้ใส่เศษใบไม้ หญ้าแห้งที่กวาดจากแนวกันไฟใส่สลับกับดินเป็นชั้นๆ แล้วมัดด้วยเชือกเถาวัลย์เป็นแท่งๆ ซึ่งนอกจากไม่เป็นเชื้อไฟแล้ว เมื่อปล่อยให้ย่อยสลายก็จะกลายเป็นปุ๋ยให้กับป่า ได้ตั้งชื่อให้ว่า "ปุ๋ยใบไม้" ถือเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านจากการทำงานร่วมกัน

การตรวจป่าอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญทางป่าชุมชนได้จัดตั้งศูนย์ไฟป่า และลาดตระเวนด้วยการสร้างศูนย์ป้องกันไฟป่า พร้อมอุปกรณ์ดับไฟป่า จำนวน 1 หลัง ที่บริเวณทางเข้าป่าชุมชน และได้จัดชุดของคณะกรรมการป่าชุมชนวันละ 3 คน เพื่ออยู่ปฏิบัติงานป้องกันไฟป่าและรับแจ้งข่าวไฟป่า ตลอดจนได้ประสานงานกับชุมชนใกล้เคียงเพื่อสร้างเครือข่ายในการป้องกัน ได้แก่ บ้านโป่งฮึ้ง บ้านห้วยฮ้อม และบ้านเขื่อนแก้ว นอกจากนี้ยังได้มีแนวคิดว่าจะต้องสร้างสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจให้กับคนในชุมชน จึงได้จัดทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อสร้างพระพุทธรูปขนาดหน้าตัก 39 นิ้ว นำไปประดิษฐานไว้บริเวณป่าชุมชน เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิคู่กับป่าชุมชน จนปัจจุบันไม่เกิดไฟป่ามา 2-3 ปีแล้ว แม้จะเกิดก็เป็นพื้นที่เล็กๆ สามารถช่วยกันดับไม่ให้ลุกลามเป็นวงกว้าง

นายสุวิทย์ รัตนมณี อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ถึงแม้กรมป่าไม้เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในเรื่องนี้ แต่ยังมีข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณและบุคลากร จึงทำให้ไม่สามารถจัดการกับปัญหาเหล่านี้ได้อย่างทั่วถึง วิธีการจัดการที่ดีและยั่งยืนที่สุด คือการให้ชาวบ้านซึ่งเป็นเจ้าของทรัพยากรเหล่านี้โดยตรง ได้มีส่วนร่วม และใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นดั้งเดิมที่เป็นพื้นฐานอันสำคัญที่ชุมชนนำมาประยุกต์ใช้จัดการป่าได้อย่างชาญฉลาดและเคารพธรรมชาติ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสนับสนุนวิธีการจัดการของชุมชน ก็จะก่อให้เกิดการมีส่วนร่วมทั้งภาคประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ดังเช่น ป่าชุมชนบ้านหัวดอย ที่สามารถสร้างจิตอาสา เพื่อการจัดการป่าร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
หนังสือพิมพ์แนวหน้า
บันทึกการเข้า

สองมือที่ร่วมทำ หนึ่งใจที่ก้าวเดิน
หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: