สิงหาคม 31, 2014, 09:20:39 AM *
ข่าว: กลุ่มเรารักษ์ป่า

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: สิงหาคม 26, 2014, 03:56:38 PM 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
มทส.ถอดบทเรียน นศ.หลงป่า ป้องเกิดเหตุซ้ำ หลังเดินสำรวจภาคสนามอุทยานฯ ทับลาน

วันที่ 26 ส.ค. รองศาสตราจารย์ เรืออากาศเอก ดร.กนต์ธร ชำนิประศาสน์ คณบดีสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) นครราชสีมา เปิดเผยข้อเท็จจริงกรณีนักศึกษา ชั้นปี 4 สาขาวิศวกรรมธรณี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มทส. พลัดหลงในระหว่างเดินเท้าสำรวจภาคสนาม บริเวณน้ำตกสวนห้อม เขตอุทยานแห่งชาติทับลาน พื้นที่ อ.วังน้ำเขียว จ.นครราชสีมา ว่า ในรายวิชา 538418 Geological Engineering Project แผนการเรียนการสอน ได้ระบุให้กับนักศึกษาชั้นปี 4 ต้องมีทักษะในการสำรวจพื้นที่ เพื่อเก็บข้อมูลของลักษณะหินและลักษณะดิน เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลออกแบบโครงสร้างทางวิศวกรรม เช่น การสร้างสะพาน เขื่อน อุโมงค์ฯ โดยก่อนจะถึงชั้นปี 4 ซึ่งออกฝึกภาคสนามจริง นักศึกษาจะต้องผ่านการเรียนภาคทฤษฎี ฝึกหัดการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ วิธีการเก็บข้อมูล และวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล ในรายวิชา รวมทั้งฝึกประสบการณ์การออกสำรวจป่าที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของอาจารย์โดยตลอด

ลำดับเหตุการณ์ นักศึกษา 17 คน ได้ลงทะเบียนเรียนรายวิชานี้ ซึ่งมีอาจารย์ 2 คน และนักศึกษาระดับปริญญาโท ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสอนอีก 4 คน ได้ให้คำแนะนำในการออกปฏิบัติการนอกสนาม โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ ละ 3 คน 6 กลุ่ม แต่ละกลุ่มจะมีผู้ชายอย่างน้อย 1 คน อยู่ภายใต้การดูแลของอาจารย์ และผู้ช่วยสอน เพื่อเดินเท้าสำรวจรอบค่ายฝึกพื้นที่ขนาด 3 ตารางกิโลเมตร ใช้เวลา 7 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยมีกฎ กติกา ห้ามปีนขึ้นเขา ห้ามโรยตัว ห้ามตัดหรือฟันต้นไม้ และนักศึกษาต้องเริ่มเดินกลับก่อน 15.00 น. เพื่อให้ถึงค่ายพัก ก่อนเวลา 17.00 น. ซึ่งเป็นเวลาที่มีแสงอาทิตย์อยู่ การออกภาคสนามทุกกลุ่ม จะได้รับแจกแผนที่ เข็มทิศ และมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ แบบที่มี GPS เพื่อที่จะได้ทราบพิกัดของตัวเองตลอดเวลา

ซึ่งนักศึกษา 2 กลุ่มๆ ละ 3 คน รวม 6 คน ได้ออกสำรวจในเส้นทางเดียวกัน แต่พบต้นไม้และกิ่งไม้ค่อนข้างมาก นักศึกษาจึงโรยตัว เพื่อเดินไปตามทางที่เป็นร่องน้ำ เนื่องจากความชันของพื้นที่ ทำให้นักศึกษาไม่สามารถปีนกลับขึ้นมาใช้เส้นทางเดิมได้ จนเมื่อเวลา 16.00 น. อาจารย์ที่ปรึกษาได้รับโทรศัพท์จากนักศึกษาทั้ง 2 กลุ่ม ว่าไม่สามารถเดินทางกลับเข้าที่พักได้ จากพิกัดที่นักศึกษาให้อยู่ห่างจากที่พักประมาณ 1.5 กิโลเมตร จึงแนะนำให้นักศึกษาใช้เส้นทางที่จะกลับเข้าค่ายใหม่ ซึ่งง่ายกว่าเดิม แต่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนจากการสื่อสารผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทำให้ใช้เส้นทางผิดและเดินห่างออกไปอีก

ต่อมาเมื่อเวลา 18.00 น. ได้รับการติดต่ออีกครั้งหนึ่ง อาจารย์ได้แนะนำเส้นทางที่อยู่ใกล้กับจุดที่มีกลุ่มพี่เลี้ยงอยู่ แต่ด้วยความเข้าใจกับพิกัดคลาดเคลื่อน จึงเดินลึกเข้าไปอีก จนกระทั่งเวลา 19.00 น. อาจารย์ได้สั่งให้นักศึกษาหยุดอยู่กับที่ เพราะเป็นเวลาพลบค่ำ และทราบพิกัดที่ชัดเจนแล้ว โดยส่งกลุ่มเพื่อนและชาวบ้านเดินเข้าไปรับ ทีมค้นหาประกอบด้วย นักศึกษา 6 คน ชาวบ้าน 7 คน ได้กำหนดเส้นทาง เพื่อเดินเข้าไปรับนักศึกษาตามที่ทราบพิกัด ซึ่งมีระยะห่างออกไป 2 กิโลเมตร แต่เนื่องจากเป็นเวลากลางคืนและเป็นพื้นที่ป่า จึงใช้ระยะเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง จึงสามารถเข้าไปรับนักศึกษากลุ่มนี้ออกมาได้ โดยได้พบนักศึกษาในเวลา 23.00 น.

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าว เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามกฎของการฝึกอย่างเคร่งครัดและนักศึกษาขาดประสบการณ์และความชำนาญในพื้นที่ ทั้งนี้ สาขาวิชาวิศวกรรมธรณีได้ใช้พื้นที่การฝึกดังกล่าวในการเรียนการสอนมาเกือบ 20 ปี จึงเชื่อได้ว่า แม้จะเกิดเหตุการณ์นักศึกษาพลัดหลงจริง ทีมผู้ควบคุมการฝึกก็สามารถจะค้นหาจนพบ เพราะทราบพิกัดและมีสัญญาณติดต่อประสานกันได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ จากอดีตที่ผ่านมา ไม่เคยปรากฏว่าพบนักศึกษาหลงทางและได้รับอันตรายแต่อย่างใด ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทางสาขาวิชาจะให้ความระมัดระวังและเพิ่มความเข้มงวดในการเข้าพื้นที่มากยิ่งขึ้น

สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์และสาขาวิชาวิศวกรรมธรณี ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทับลาน เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยฮุก.31 และชาวบ้านในพื้นที่ สนธิกำลังช่วยเหลือนักศึกษาจนสามารถกลับเข้าที่พักได้โดยสวัสดิภาพ เราจะใช้เหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์ในการฝึกอบรมนักศึกษา ในการออกสำรวจในครั้งต่อๆ ไป 

ที่มา : น.ส.พ.ข่าวสด / ๒๖ ส.ค.๕๗

 2 
 เมื่อ: สิงหาคม 13, 2014, 12:08:03 AM 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
จับแก๊งตัดไม้พะยูงป่า "ทับลาน"

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 11 ส.ค. ที่ สภ.ครบุรี จ.นครราชสีมา พ.ต.ท.สุรัตน์ หงษ์ชู หน.ฉก.ภ.จ.นครราชสีมา พร้อม พ.ต.ท.ถิรวุฒิ พิศุทธิ์เศรษฐ์ศิริ สว.สส.สภ.ครบุรี แถลงจับกุมนายพิสิษฐ์ พุมมา อายุ 33 ปี นายนัฐวุธ สุขสุด อายุ 19 ปี นายยอดธง ชุมภักดี อายุ 24 ปี นายเกรียงไกร สีหามาตย์ อายุ 23 ปี น.ส.พจนีย์ คูณกลาง อายุ 26 ปี และ นายอภิสิทธิ์ โพธิสุนทร อายุ 22 ปี พร้อมไม้พะยูง 6 ท่อน ปริมาตรรวม 0.65 ลบ.ม. มูลค่า 6 แสนบาท รถเก๋งฮอนด้าแจ๊ซ สีบรอนซ์ ทะเบียน กก 5505 นครปฐม รถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีดำ ทะเบียน 1 ฒข 1329 กรุงเทพ รถโตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ทะเบียน 3 กข 251 กรุงเทพ และมือถือ 8 เครื่อง

พ.ต.ท.สุรัตน์กล่าวว่า ชุดสืบสวนทราบว่าจะมีขบวนการลักลอบขนไม้พะยูงออกจากอุทยานทับลาน ใช้เส้นทางผ่าน ต.เฉลียง อ.ครบุรี จึงนำกำลังดักซุ่มพบรถเก๋งฮอนด้าแจ๊ซ แล่นผ่านบ้านโคกกรวด ต.เฉลียง ตรวจค้นพบนายนัฐวุธ เป็นคนขับ ในรถดัดแปลงโดยนำเบาะนั่งด้านหลังออก พบไม้พะยูง 6 ท่อน จึงควบคุมตัวไปขยายผลจับกุมรถกระบะ วีโก้ ซึ่งเป็นรถนำทาง ได้ที่ถนนมาบตะโกเอน-ดอนแขวน มีนายยอดธง เป็นคนขับ และนายพิสิษฐ์ นายทุนซื้อไม้พะยูง นั่งมาด้วย ส่วนนายเกรียงไกร น.ส.พจนีย์ และ นายอภิสิทธิ์ ขณะขับรถยนต์ฟอร์จูนเนอร์ แล่นตามหลังมา

สอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพ โดยนายพิสิษฐ์ นายทุนรับเงินจากชาวลาวมาซื้อไม้พะยูง จากนั้นให้นายยอดธง ชาวบ้านในพื้นที่ตระเวนหาซื้อไม้ เมื่อได้ของตามที่ต้องการ จะสั่งการให้ลูกสมุนขนไม้ออกมา โดยทำสำเร็จมาแล้ว 3 ครั้ง ทั้งนี้จากการตรวจประวัตินายอภิสิทธิ์ ยังเป็นผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับในคดียาเสพติดของ สภ.เมือง จ.ชลบุรี จึงควบคุมตัวทั้งหมดส่งดำเนินคดีต่อไป

ที่มา :  น.ส.พ.ข่าวสด / ๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๗

 3 
 เมื่อ: สิงหาคม 08, 2014, 05:42:49 PM 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
จับไม้พะยูง อช.ทับลาน ๓ คดี #๖-๗ ส.ค.๕๗

๑. เมื่อ ๖ ส.ค.๒๕๕๗ เวลา ๑๖.๐๐ น. นายเชิด  คงชุ่มชื่น พนักงานพิทักษ์ป่า พร้อมเจ้าหน้าที่สายตรวจอุทยานฯ ทับลาน ได้ร่วมกันออกปราบปรามจับกุมขบวนการลักลอบขนไม้พะยูงจากเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน ตามที่ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า บริเวณป่าด่านละกอล่าง ต.โนนสมบูรณ์ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา มีการลักลอบตัดไม้พะยูง จนท.ชุดจับกุมจึงได้เข้าตรวจสอบบริเวณดังกล่าวพบไม้พะยูง จำนวน ๓ ท่อน ปริมาตร ๐.๒๕ ลบ.ม. จึงได้ดำเนินการตรวจยึดและนำส่ง พงส.สภ.เสิงสาง เพื่อดำเนินดคีต่อไป

๒. เมื่อ ๖ ส.ค.๒๕๕๗ เวลา ๑๗.๓๐ น. นายเชิด  คงชุ่มชื่น พนักงานพิทักษ์ป่า พร้อมเจ้าหน้าที่สายตรวจอุทยานฯ ทับลาน ได้ร่วมกันออกปราบปรามจับกุมขบวนการลักลอบขนไม้พะยูง จากเขตอุทยานฯ ทับลาน ตามที่ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า บริเวณป่าดงมะไฟ ต.โนนสมบูรณ์ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา มีไม้พะยูงซุกซ่อนอยู่ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงเข้าตรวจสอบบริเวณดังกล่าว พบไม้พะยูง จำนวน ๔ แผ่น ปริมาตร ๐.๑๖ ลบ.ม., รถ จยย.ยามาฮ่า เจอาร์ สีฟ้า ไม่ติดแผ่นป้าย ๑ คัน จึงได้ดำเนินการตรวจยึดและนำส่ง พงส.สภ.เสิงสาง เพื่อดำเนินคดีต่อไป

๓. เมื่อ ๗ ส.ค.๒๕๕๗ เวลา ๐๘.๓๐ น. นายเชิด  คงชุ่มชื่น พนักงานพิทักษ์ป่า พร้อมเจ้าหน้าที่สายตรวจอุทยานฯ ทับลาน ได้ร่วมกันออกปราบปรามจับกุมขบวนการลักลอบขนไม้พะยูง จากเขตอุทยานฯ ทับลาน ตามที่ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า บริเวณป่าด่านละกอล่าง ต.โนนสมบูรณ์ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา มีกลุ่มบุคคลลักลอบตัดไม้พะยูง เมื่อเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมไปถึงบริเวณดังกล่าว พบบุคคลจำนวน ๓ คน นั่งพักอยู่ข้างรถเข็นบรรทุกไม้ จึงร่วมกันทำการจับกุมตัว ได้แก่
   (๑) นายไพโรจน์ การสร้าง อายุ ๓๗ ปี บ้านเลขที่ ๕๖ ม๑ ต.โนนธาตุ อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น
   (๒) นายสาคร  ชาติครบุรี อายุ ๒๗ ปี บ้านเลขที่ ๑๒๖ ม.๓ ต.กุดโบสถ์ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา
   (๓) นายชนิล  การสร้าง อายุ ๑๙ ปี บ้านเลขที่ ๕๖ ม๑ ต.โนนธาตุ อ.หนองสองห้อง จ.ขอนแก่น
ในฐานความผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ และตรวจึดไม้พะยูง จำนวน ๔ แผ่น ปริมาตร ๐.๑๓ ลบ.ม., รถ จยย.ยามาฮ่า สีแดง ไม่ติดแผ่นป้าย ๑ คัน, รถ จยย.ฮอนด้า เวฟ ๑๐๐ สีน้ำเงิน ไม่ติดแผ่นป้าย ๑ คัน, รถเข็น จำนวน ๒ คัน โทรศัพท์มือถือ จำนวน ๒ เครื่อง จึงร่วมกันตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน และนำส่ง พงส.สภ.เสิงสาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 4 
 เมื่อ: สิงหาคม 08, 2014, 05:16:51 PM 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
ตราด-ยึดไม้พะยูง

วันที่ 7 ส.ค. นายนิมิตร ธรรมสาโร หัวหน้าหน่วยรักษาป่าที่ 1 พร้อม อส.แหลมงอบ ตชด.และตำรวจ ปทส. เข้าตรวจค้นพื้นที่ว่าง บริเวณถนนเข้าสะพานอนุสรณ์กรมหลวงชุมพรฯ อ.แหลมงอบ จ.ตราด พบกองไม้พะยูง 32 ท่อน มูลค่ากว่า 2 แสนบาท เตรียมส่งออกทางทะเล นายนิมิตรกล่าวว่า ที่ผ่านมามีการลำเลียงไม้ออกจาก อ.แหลมงอบ หลายครั้ง แต่จับกุมไม่ได้ เนื่องจากผู้ลักลอบมักเปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อยๆ ครั้งนี้หากส่งออกได้จะมีมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท

ที่มา : น.ส.พ.ข่าวสด / ๘ สิงหาคม ๒๕๕๗

 5 
 เมื่อ: สิงหาคม 08, 2014, 05:15:53 PM 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
@ สรุปข่าวอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากหนังสือพิมพ์ (๑-๑๕ ส.ค.๕๗)
------------------------------------

ยันขยายถนน304ไม่กระทบป่า

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ที่สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สผ.) นายเกษมสันต์ จิณณวาโส เลขาธิการ สผ. แถลงชี้แจงข้อมูลโครงการเชื่อมต่อผืนป่ามรดกโลก ถนนทางหลวงหมายเลข 304 กบินทร์บุรี-ปักธงชัย ว่าโครงการดังกล่าวสืบเนื่องจากไทยยื่นขอขึ้นทะเบียนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่-ทับลานเป็นมรดกโลกเมื่อปี 2548 และคณะกรรมการมรดกโลกขอให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างทางเชื่อมต่อผืนป่าตะวันตกและตะวันออก ทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ของการขยายถนนทางหลวงสาย 304 กรมทางหลวงจึงเสนอโครงการเชื่อมผืนป่ามรดกโลก ถนนสาย 304 กบินทร์บุรี-ปักธงชัย ก.ม.ที่ 26-29 และโครงการก่อสร้างถนน 4 ช่องทางจราจร ก.ม.ที่ 42-57 เพื่อให้การพัฒนาขยายถนนสอดคล้องกับเงื่อนไขของคณะกรรมการมรดกโลก ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันศึกษาข้อมูลและเตรียมแผนป้องกันผลกระทบ

ด้านนายชัชวาลย์ บุญเจริญกิจ อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ครม.มีมติให้ปรับปรุงถนนสาย 304 เป็นถนน 4 เลน แต่เมื่อมีการประกาศให้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่-ทับลาน เป็นมรดกโลก ทำให้เกิดกระแสคัดค้าน อย่างไรก็ตาม การขยายถนนทั้งช่วง ก.ม.ที่ 26-29 และก.ม.ที่ 42-57 มีความจำเป็น เพราะการจราจรแออัดมาก ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีรถวิ่งมากถึงวันละ 20,000 คัน และเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งจากปัจจัยทางกายภาพที่เป็นทางโค้งลาดชัน ซึ่งการขยายถนนนี้จะสอดคล้องไปกับรูปแบบการเชื่อมต่อผืนป่า ที่มีทั้งอุโมงค์ระยะทาง 430 เมตร และทางยกระดับสูง 10 เมตร สำหรับเป็นทางเดินสัตว์ป่า คาดเริ่มก่อสร้างได้ในเดือน ต.ค.-พ.ย. ส่วนมาตรการแก้ไขผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การชะล้างพังทลายของดิน คุณภาพน้ำ เสียง นิเวศวิทยาป่าไม้ ทั้งหมดดำเนินการตามคำแนะนำของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น ถมที่ดินบนอุโมงค์เพื่อปลูกป่า สร้างแหล่งอาหารให้สัตว์ สร้างแผงกั้นเสียงรบกวน ล้มต้นไม้ใหญ่และปลูกป่าทดแทนอีกราว 300-400 ไร่

ที่มา : น.ส.พ.ข่าวสด / ๘ ส.ค.๕๗

 6 
 เมื่อ: กรกฎาคม 31, 2014, 07:41:42 PM 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
กรมอุทยานฯ เผยยึดผืนป่าคืนกว่าหมื่นไร่แล้ว

เมื่อวันที่ 31 ก.ค. นายนิพนธ์ โชติบาล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เปิดเผยว่า นับแต่ กรมอุทยานแห่งชาติ  ได้เอาจริงเอาจังกับการจัดการขบวนการบุกรุกที่ดินของรัฐ โดยเฉพาะพื้นที่อุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยมีการสร้างรีสอร์ต และบ้านพักตากอากาศ นั้น เวลานี้สามารถยึดคืนพื้นที่เหล่านั้นได้แล้วมากกว่า 10,000 ไร่ด้วยกัน และอยู่ระหว่างการดำเนินการอย่างเข้มข้นทั่วประเทศ สำหรับพื้นที่ที่ยึดคืนได้เป็นที่ใดบ้าง จะรวบรวมรายละเอียดและแจ้งให้ทราบเร็วๆนี้

"พื้นที่ ที่ยึดคืนมาได้นั้น เบื้องต้น จะเข้าไปปลูกป่าทดแทน ให้พื้นที่ฟื้นคืนมาเป็นป่าเหมือนเดิมให้เร็วที่สุด ส่วนพื้นที่ใดที่ยังมีการก่อสร้าง มีสิ่งปลูกสร้างติดอยู่ เมื่อคดีความต่างๆสิ้นสุดก็จะเข้าไปรื้อถอนเร็วที่สุด พื้นที่ใหญ่ๆที่สามารถยึดคืนได้แล้วเวลานี้ เช่น สวนส้ม ในอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง จ.เชียงใหม่ ประมาณ 1 พัน ไร่ พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ป่าดงใหญ่ จ.บุรีรัมย์ และพื้นที่หาดในยาง ในอุทยานแห่งชาติสิรินาถ จ.ภูเก็ต โดยพื้นที่หาดในยางนั้น ได้ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปเคลียร์พื้นที่ให้เป็นชายหาดเปล่าๆไม่มีร้านค้า รถเข็ญ หรือเตียงผ้าใบ วางระเกะระกะอีกแล้ว ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปพักผ่อน เดินเล่นได้เต็มที่ ไม่ต้องจ่ายค่าเตียงผ้าใบอีกต่อไป"นายนิพนธ์ กล่าว

เมื่อถามเรื่องที่เวลานี้พบว่า ผางามรีสอร์ต ซึ่งเป็นรีสอร์ต ที่มีการพิสูจน์ชัดเจนแล้วว่า มีการบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน โดยศาลก็ตัดสินออกมาชัดเจนแล้ว แต่รีสอร์ตดังกล่าว ยังมีการโปรโมทให้นักท่องเที่ยวเข้าไปพักอยู่ จะมีการดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร นายนิพนธ์ กล่าวว่า ความจริงแล้วหัวหน้าอุทยานฯในพื้นที่ควรจะดำเนินการเรื่องนี้ คือสั่งปิด แต่ยังไม่ต้องรื้อจนกว่าคำสั่งจะออกมาชัดเจน ซึ่งเวลานี้ทางกรมอุทยานฯอยู่ระหว่างทำหนังสือขอความเห็นชอบจากคสช. แต่ก็พยายามเข้าใจว่า ในพื้นที่อาจจะมีกำลังไม่เพียงพอ

"ถึงอย่างไรรีสอร์ตที่บุกรุกอุทยานฯเราต้องรื้อทิ้งทั้งหมด รับรองว่า กรมอุทยานฯไม่ได้ทำแค่แย็บแล้วหนี หรือแย็บแล้วถอย แต่เราต้องการจะน็อคทั้งหมด ซึ่งเมื่อเอกสารทุกอย่างพร้อม เราจะน็อคทันที ไม่ต้องห่วง"นายนิพนธ์ กล่าว

นายชีวะภาพ ชีวะธรรม นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ และแกนนำทีมพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ที่ผ่านมีการประชุมตัวแทนแต่ละภาคส่วนที่จะเข้ามาช่วยดำเนินการแก้ปัญหาเชิงรุกเรื่องการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ประกอบด้วย ตัวแทนจากทุกภาคของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอรมน.) กรมอุทยานแห่งชาติฯ กองทัพเรือ ตัวแทนจากสำนักงานจเรตำรวจ ตัวแทนแต่ละกองทัพภาค ตัวแทนจากกรมที่ดิน และกรมป่าไม้ โดยทีมงานพยัคฆ์ไพร โดยที่ประชุม ได้หารือเรื่องการปรับแนวทางการทำงานเพื่อยึดคืนพื้นที่ป่าร่วมกัน โดยให้ยึดหลัก รวมกันตี แยกกันปฏิบัติ ซึ่งการปฏิบัติงานนี้ต้องยึดถือ 2 แนวทาง คือ 1. ประสานข้อมูลกันเพื่อเกิดความรวดเร็วในการดำเนินการ 2.ไม่ให้กระบวนการทำงานทั้งหมดกระทบกับชาวบ้านที่ยากจนและประกอบการสุจริต

นายชีวะภาพ กล่าวว่า ที่ประชุมได้กำหนดพื้นที่สำคัญตามกลุ่มป่าที่ถือว่ามีปัญหาหนักและต้องให้ความสำคัญเป็นกรณีพิเศษต้องเข้าปฏิบัติการเร่งด่วน คือ 1.กลุ่มป่าสาละวิน ที่ จ.แม่ฮ่องสอน มีประเด็นคือ เวลานี้เข้าสู่ฤดูฝน คาดการณ์ว่า จะมีกลุ่มผู้ลักลอบตัดไม้เข้าไปปฏิบัติการณ์ลักลอบตัดไม้หนักขึ้นอีก จึงต้องเตรียมการทั้งแผนรับมือ และแผนในเชิงรุกเพื่อป้องกันขบวนการนี้ รวมทั้งยับยั้งไม่ให้ขบวนการตัดไม้นี้เข้าไปในพื้นที่ได้ก็จะดีที่สุด 2.กลุ่มป่าใน จ.ลำปาง สุโขทัย แพร่ น่าน และอุตรดิตถ์ เป็นพื้นที่ที่มีการตัดไม้เนื้อแข็งประเภท ประดู่ ชิงชัน เพื่อการส่งออกมากที่สุด 3.กลุ่มบุกรุกที่ดิน ทำลายป่า เพื่อทำสวนยาง หรือสวนปาล์ม กรณีนี้มีอยู่หลายพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะภาคใต้เท่านั้น 4.กลุ่มป่า จ.พิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครราชสีมา ที่มีการบุกรุกพื้นที่แปลงใหญ่ สร้างรีสอร์ต บ้านพักตากอากาศ 5.พื้นที่ป่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เป็นแหล่งไม้พะยูงทั้งหมด 6.พื้นที่ป่าภาคกลาง เน้น จ.สระบุรี ราชบุรี 7.พื้นที่ภาคใต้ เน้นที่ จ.ภูเก็ต และพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดน

"ทางกลุ่มพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ เสนอในที่ประชุมว่า กรมป่าไม้จะรับดำเนินการคดีพิเศษที่มีความซับซ้อน โดยก่อนเข้าไปดำเนินการจะตรวจสอบข้อมูล และประวัติกลุ่มเป้าหมายก่อนว่าเป็นอย่างไร พื้นที่ ที่กำลังดำเนินการหลักๆคือ ที่ จ.ภูเก็ต และ จ.สระบุรี ซึ่งทั้ง 2 แห่งค่อนข้างจะซับซ้อน โดยเฉพาะเรื่องการออกเอกสารสิทธิที่ทำกิน อย่างไรก็ตามเวลานี้ ได้รับความร่วมมือจากกรมที่ดิน ในการเข้ามาช่วยตรวจสอบเอกสารสิทธิ คาดว่าปมที่มีอยู่จะคลี่คลายได้เร็ววันแน่นอน"นายชีวะภาพ กล่าว
 
ที่มา : น.ส.พ.ข่าวสด / ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗

 7 
 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2014, 05:11:54 PM 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
สำรวจ"เสือโคร่ง" "ดงพญาเย็น-เขาใหญ่"

จากป่าที่เคยขึ้นชื่อเรื่องเสือสางในอดีต ถึงขนาดมีตำนาน "เสือกินคน" เกิดขึ้นมาแล้วถึง 2 ครั้ง อุทยานฯ เขาใหญ่กลับกลายเป็นป่าที่นักวิจัยเสือเชื่อว่า ไม่มีเสือโคร่งเหลืออีกแล้ว! ตรงข้ามกับผืนป่า "ตะวันตก" อย่างห้วยขาแข้ง อันถือเป็น "เมืองหลวงเสือ" ของไทย กลับยังมีเสือโคร่งอยู่อย่างหนาแน่น สมศักดิ์ศรีชื่อชั้นมรดกโลก พูดกันว่า หากใครจะขอทุนจากเมืองนอก เพื่อสำรวจและวิจัยเสือในผืนป่า "ตะวันออก" แถวเขาใหญ่ จะไม่มีทางได้ทุนเด็ดขาด!

อย่างไรก็ดี กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ กำลังกู้ศักดิ์ศรีมรดกโลกของตัวเองกลับคืน เพราะล่าสุดมีการยืนยันแน่ชัดแล้วว่า ในผืนป่าดงพญาเย็น อันประกอบด้วย "4 อุทยาน" เขาใหญ่ ทับลาน ปางสีดา และตาพระยา กับอีก "1 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า" ดงใหญ่ ยังมีเสือโคร่งเป็นเจ้าป่าอยู่ ไม่ได้ล้มหายตายจากไปหมดแล้ว อย่างที่เคยเชื่อกัน ผู้ที่ควรได้เครดิตเต็มๆ จากเรื่องนี้ก็คือ มูลนิธิฟรีแลนด์ (FREELAND Foundation) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศไทย จับงานต่อต้านการค้าสัตว์ป่าและค้ามนุษย์ มีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง พวกเขาใช้เทคโนโลยี กล้องดักถ่าย หรือ Camera Trap จำนวน 40 ตัวในปัจจุบัน (และกำลังเพิ่มจำนวนกล้องทุกๆ เดือน) เป็นเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพ จนได้หลักฐานรูปถ่ายของเสือลายพาดกลอน จำแนกลายอันต่างกันได้ถึง 12 ตัว!

"รูปถ่ายเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ค่ะ" น.ส.ทัตฑยา พิทยาภา นักชีววิทยาและผู้ประสานงานภาคสนามของฟรีแลนด์ว่า "พอมีรูปเสือมายืนยัน ตอนนี้เราสามารถขอทุนสนับสนุนจาก US Fish and Wildlife Service ได้แล้ว เช่นเดียวกับป่าตะวันตก"

ทัตฑยาเล่าความเป็นมาว่า ก่อนหน้านี้ ฟรีแลนด์เคยร่วมมือกับองค์กร "WCS Thailand" สำรวจสัตว์ป่าอยู่ในอุทยานฯเขาใหญ่ ตั้งแต่ฟรีแลนด์ยังใช้ชื่อ "WildAid" แล้วเปลี่ยนมาเป็น "เพื่อนป่า"

ต่อมามีปัญหาขัดข้องจากทางเขาใหญ่ เลยออกไปหาอุทยานเกรดรองๆ ที่อยู่ใกล้กัน และเข้าไปช่วยอบรมเพิ่มประสิทธิภาพให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า เริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อ 2 ปีก่อน จากนั้นมอบกล้องดักถ่ายให้เจ้าหน้าที่ไปติดตั้งตรงจุดที่เคยมีเบาะแสเสือโคร่ง ผลที่ออกมาดีเกินคาด เพราะได้รูปเสือโคร่งในทันที!

"เขาใหญ่มีการวางกล้องดักถ่ายมาร่วม 6-7 ปี ไม่เคยเจอเสือ หลายคนคิดว่าขนาดเขาใหญ่ยังไม่มีเสือ อุทยานเล็กๆ ในกลุ่มป่านี้จะไปมีได้ไง มันกลายเป็นว่าที่เราเจอนั้น ดีกว่าเขาใหญ่ซะอีก" ทัตฑยาเล่าถึงความกลับตาลปัตร

สิ่งที่ฟรีแลนด์มุ่งสนับสนุนทางอุทยาน คือช่วยพัฒนาเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าให้รู้จักการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ และการจัดการระบบข้อมูลงานลาดตระเวน ที่เรียกว่าระบบ MIST อันเป็นระบบที่ฝั่งห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่นเรศวรใช้อยู่ก่อนแล้วอย่างมีประสิทธิภาพ

ดึงเจ้าหน้าที่อุทยานมารับการอบรม ว่าต่อไปนี้จะไม่เดินตรวจป่าเรื่อยเปื่อย แต่จะต้องบันทึกและเก็บข้อมูลรายทางไปด้วย เช่น รอยสัตว์ รอยพราน โดยกรอกข้อมูลลงแบบฟอร์ม ถ่ายรูปเป็นหลักฐาน ลงจุดพิกัดดาวเทียมแน่ชัด และที่ขาดไม่ได้ ต้องมีความรู้ในการวางกล้องดักถ่าย

พร้อมกันนั้น จัดหาอุปกรณ์เดินป่าและสนับสนุนอุปกรณ์ช่วยบันทึกข้อมูลให้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะกล้องดักถ่าย กล้องดิจิตอล เครื่องจีพีเอส คู่มือรอยเท้าสัตว์ แบบฟอร์มที่ออกแบบให้กรอกข้อมูลได้ง่ายที่สุด แม้แต่ของใช้อย่างหม้อสนาม

ข้อมูลเกี่ยวกับเสือโคร่งในพื้นที่ จึงไหลมาอย่างต่อเนื่อง

"เราไม่ได้มุ่งไปที่การวิจัยเสือ จับติด ปลอกคออะไรพวกนั้น แต่อยากให้ทางอุทยานได้ประโยชน์จากเรา ในด้านเพิ่มประสิทธิภาพให้เจ้าหน้าที่มากกว่า" ทัตฑยาอธิบายแนวคิดของฟรีแลนด์ "แต่ถ้ามีนักศึกษาป.โท-ป.เอก อยากจะมาศึกษาต่อยอด ก็พร้อมสนับสนุนข้อมูลพื้นฐานให้"

กล้องดักถ่ายที่เรียงรายตามเส้นทางในป่าลึกแห่งดงพญาเย็น เผยให้รู้ว่าเสือใช้เส้นทางและพื้นที่ไหน เสือตัวผู้บางตัวตกเป็นจุดสนใจของทีมงาน เมื่อรูปถ่ายฟ้องว่ามันเดินทะลุจากอุทยานหนึ่งข้ามไปถึงอุทยานหนึ่งเลยทีเดียว

ถึงไม่ต้องจับสัญญาณวิทยุอย่างการวิจัยเต็มรูปแบบ ทีมงานก็ยังรู้อาณาเขตคร่าวๆ ของเสือได้อยู่ดี

นอกจากเสือโคร่งแล้ว ยังมีสัตว์อีกมากมายที่ถูก "ดักถ่าย" ไม่ว่าจะเสือลายเมฆ เสือไฟ หมีควาย หมีคน กระทิง วัวแดง ช้าง เลียงผา หมาใน เม่น ชะมด อีเห็น ไก่ฟ้าพญาลอ แม้แต่สัตว์เล็กที่หายากยิ่งกว่าเสือ อย่างชะมดแปลงลายจุด ซึ่งเดิมเชื่อกันว่ามีแต่ในพื้นที่ป่าดิบแถวภูเขียวที่อยู่เหนือขึ้นไป ก็ยังลงมาถึงดงพญาเย็น โผล่เข้ากล้องเห็นตัวชัดเจน ทั้งยังมีการค้นพบที่น่าประหลาดใจ เมื่อกล้องดักถ่ายในพื้นที่ป่าแห่งหนึ่ง ถ่ายรูปชะมดแผงหางปล้องกับชะมดแผงสันหางดำได้จากจุดเดียวกัน ทั้งที่ปกติชะมดที่หน้าตาคล้ายกันนี้ จะแยกพื้นที่อาศัยออกจากกัน ถ้าพบชนิดหนึ่ง ก็จะไม่พบอีกชนิดหนึ่ง แต่นอกจากสัตว์ป่าแล้ว สิ่งที่กล้องดักถ่ายจับภาพได้ ยังมีพวกพรานป่ารวมอยู่ด้วย บางรายเห็นหน้าชัด บางรายเห็นแต่มอเตอร์ไซค์ แต่ก็พอจะเห็นเลขทะเบียนรถ

ทัตฑยาเล่าว่า พรานบางคนพยายามใส่หมวกปิดบังใบหน้าตอนเดินผ่านกล้อง แต่ที่ตลกก็คือ เจ้าหน้าที่เกิดจำหมาที่ตามพรานมาได้ ว่าเป็นหมาของใคร! หรือพรานคนหนึ่งถูกบันทึกภาพไว้ จะออกจากป่าด้วยเส้นทางเดิมๆ ช่วงเวลาประมาณตีสามตีสี่

เพราะฉะนั้น กล้องดักถ่ายจึงมีบทบาทในด้านป้องกันปราบปรามการล่าสัตว์ได้ด้วยระดับหนึ่ง มีบทบาทคล้ายคลึงกับกล้องวงจรปิดตามเมืองใหญ่นั่นเอง

ปัจจุบันกล้องดักถ่ายมีราคาถูกลงมากกว่าแต่ก่อน เหลือเพียงกล้องละประมาณ 4 พันบาท แต่ต้องมีอุปกรณ์เสริมอย่างกล่องเหล็กหนาเตอะ "Elephant Proof" ที่สั่งทำพิเศษ และก็สะลิงเส้นโตกับกุญแจกันขโมย ที่เป็นรายจ่ายประจำเดือนเลย คือถ่านอัลคาไลน์ก้อนใหญ่ 6 ก้อน แต่ละกล้องจะมีค่าถ่านที่ว่าเดือนละ 350 บาท คูณจำนวนกล้องเข้าไปก็เป็นเงินไม่ใช่น้อย ทุกเดือนที่ฟรีแลนด์ไปกู้กล้อง ถ่านจะเหลือพลังงานเฉลี่ยประมาณ 60% ก็จะยกถ่านให้เจ้าหน้าที่อุทยานไปใช้ใส่ไฟฉายหรือวิทยุต่อไป แล้วเปลี่ยนถ่านชุดใหม่แทนเสมอ ในการติดกล้องดักถ่าย หากเป็นการเจาะจงถ่ายเสือโคร่ง จะติดตามต้นไม้สูงจากพื้นประมาณ 3 ฟุต และเลี่ยงต้นไม้ใหญ่ ซึ่งมักเป็นที่สนใจของช้างป่า

อาจมีการใช้เหยื่อล่อช่วยด้วย แค่ใช้ "ปลาร้า" ราดตามพื้น เพื่อชะลอให้เสือหรือสัตว์นักล่าอื่นๆ หยุดก้มดมกลิ่นสักนิด จะได้ผลกว่าดักรอจังหวะเดินอย่างเดียว ซึ่งกล้องดักถ่ายอาจตื่นจาก"โหมดหลับ"ไม่ทัน จากจำนวนเสือโคร่งที่จำแนกลวดลายได้แล้ว 12 ตัว ทัตฑยาคาดว่าทั้งหมดของเสือแห่งดงพญาเย็นไม่น่าจะเกิน 20 ตัว

โอกาสที่เสือโคร่งจะฟื้นคืนชีพที่เขาใหญ่ จึงต้องหวังพึ่งการเชื่อมผืนป่า (Wildlife Corridor) ระหว่างเขาใหญ่กับทับลาน ซึ่งบัดนี้มีถนนสาย 304 กบินทร์บุรี-นครราชสีมา ขนาด 4 เลน แยกป่าสองฝั่งออกจากกันไปเรียบร้อยแล้ว

การเชื่อมป่าเป็นเงื่อนไขที่ทางคณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโกกำหนด นับตั้งแต่การตัดสินใจรับ "กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่" เป็นมรดกโลก โดยย้ำหลายครั้งให้ไทยลงมือทำได้แล้ว แต่ฝ่ายไทยก็ศึกษาแล้วศึกษาอีก โดยยังไม่มีการตัดสินใจใดๆ จนทุกวันนี้ ว่าจะลงมือก่อสร้างแบบไหน จะอุโมงค์หรือจะทางลอยฟ้า เพื่อเปิดช่องทางให้สัตว์ไปมาหาสู่กันเสียที คำถามที่ว่า แล้วทำไมเสือโคร่งที่เคยมี จึงหายไปจากเขาใหญ่ นักวิชาการสันนิษฐานว่า เพราะที่ทำการ บ้านพักทั้งหลาย ล้วนแต่เข้าไปตั้งอยู่ใจกลางบ้านดั้งเดิมของเสือทั้งหมด รถราก็แล่นกันอึกทึกมาก ในดงป่านอกสายตานักท่องเที่ยว ยังมีชาวบ้านเดินหาไม้หอมกันแทบทุกตารางนิ้วอีกต่างหาก วุ่นวายเกินกว่าเสือจะใช้ชีวิตอยู่ได้

ดังนั้น การสำรวจพบเสือตามอุทยานต่างๆ ใกล้เคียง จึงเหมือนเป็นกระจกเงาสะท้อนความผิดพลาดในการจัดการอุทยานของเขาใหญ่ มุ่งรองรับการท่องเที่ยวจนเสียสมดุล แต่กระนั้น การพบเสือดงพญาเย็นก็จุดประกายความหวัง ทัตฑยาเชื่อว่าหากมีการปูพรมกล้องดักถ่ายไปตามป่าใหญ่อื่นๆ ที่ยังขาดการสำรวจอย่างละเอียด จะมีข้อมูลดีๆ ให้ได้ฮือฮาอีกมาก

"ตอนนี้ไม่มีข้อมูล ไม่ได้แปลว่าไม่มีเสือไม่มีสัตว์ที่สำคัญ มันแค่รอการสำรวจเท่านั้น"

ที่มา : ปริญญา ผดุงถิ่น มูลนิธิฟรีแลนด์ เอื้อเฟื้อภาพ / น.ส.พ.ข่าวสด : ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๗

 8 
 เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2014, 11:10:02 AM 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
กรมอุทยานลุยตรวจป่ากาญจน์

วันที่ 26 ก.ค. นายธัญญา เนติธรรมกุล รองอธิบดีกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช พร้อมนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ผอ.สำนักป้องกันปราบปรามและควบคุมไฟป่าและคณะ ลง พื้นที่ตรวจสภาพป่าในเขตอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพื้นที่ จ.กาญจนบุรี

นายธัญญากล่าวว่า การลงพื้นที่ดังกล่าวดำเนินการตามยุทธการทวงคืนผืนป่าตามคำสั่ง คสช.ที่ 64/2557 เรื่องการปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายป่าไม้ โดยใช้เฮลิคอปเตอร์บินสำรวจตรวจสอบบริเวณพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติเอราวัณ อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ อุทยานแห่งชาติไทรโยค และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จ.กาญจนบุรี เพื่อตรวจสอบว่า มีผู้บุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวประกอบอาชีพเกษตรกรรมหรือไม่ รวมทั้งการบุกรุกพื้นที่ป่าของกลุ่มนายทุนที่นำไปสร้างรีสอร์ต บ้านพักตากอากาศ บริเวณริมเขื่อนศรีนครินทร์

"จากการสำรวจพบว่าในเขตอุทยานแห่งชาติมีการบุกรุกปลูกปาล์มน้ำมันสร้างรีสอร์ต ซึ่งต้องตรวจสอบว่ามีการเปลี่ยนผู้ครอบครองหรือไม่ โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ มีการบุกรุกเพิ่มเติมจากเดิมสร้างเป็นรีสอร์ตลอยกลางน้ำหรือเรียกว่า"มัลดีฟส์" นอกจากนั้นให้ตรวจสอบการคอร์รัปชั่นของอุทยานการรับนักท่องเที่ยวเกินขีดจำกัด ตั๋วผี ซึ่งการทำงานต้องระมัดระวังเพราะมี คสช.มองเราอยู่ จึงขอให้ทุกหน่วยงานเร่งตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย" นายธัญญากล่าว

ที่มา : น.ส.พ.ข่าวสด / ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๗

 9 
 เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2014, 11:09:01 AM 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
หนองบัวฯ-จับไม้

วันที่ 26 ก.ค. สภ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู พร้อมทหารและเจ้าหน้าที่ปกครอง ออกตรวจพื้นที่พบรถกระบะนิสสัน สีเงิน ทะเบียน บท 1039 สกลนคร บริเวณคอกเหล็กที่กระบะ มีลักษณะต้องสงสัยจึงเรียกตรวจค้น แต่คนขับเร่งเครื่องหนี ก่อนจนมุมที่ ต.บ้านค้อ อ.โนนสัง พบนายทวีศักดิ์ บุโพธิ์ อายุ 34 ปี และนายจตุพร ภาโสม อายุ 35 ปี พร้อมไม้พะยูง 40 ท่อน ซุกซ่อนอยู่ท้ายรถ สอบสวนรับสารภาพจะนำไปส่งที่ชายแดน

ที่มา : น.ส.พ.ข่าวสด / ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๗

 10 
 เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2014, 11:08:05 AM 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
บึงกาฬ-ยึดไม้พะยูง

วันที่ 26 ก.ค. กองร้อยทหารพรานที่ 2105 สนธิกำลัง สภ.เหล่าหลวง บก.ปทส. ตำรวจน้ำบึงกาฬ หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ นค.4 (เซกา) และ เจ้าหน้าที่ปกครอง ออกตรวจสอบตามแนวชายแดน บริเวณถนนริมแม่น้ำโขง บ้านเหล่าหมากผาง พบชายฉกรรจ์ 7-8 คน กำลังลำเลียงไม้ออกจากป่าริมทางมากองไว้บนถนน เพื่อรอเรือมารับ จึงแสดงตัวเข้าจับกุม แต่ชายฉกรรจ์ทั้งหมดวิ่งหลบหนีไปได้ ทิ้งไม้พะยูงไว้ 105 ท่อน จึงยึดไว้เป็นหลักฐาน นำส่ง สภ.เหล่าหลวง สืบสวนหาเจ้าของมาดำเนินคดี

ที่มา : น.ส.พ.ข่าวสด / ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๗

หน้า: [1] 2 3 ... 10