สิงหาคม 02, 2014, 01:34:54 PM *
ข่าว: กลุ่มเรารักษ์ป่า

ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 

หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: กรกฎาคม 31, 2014, 07:41:42 PM 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
กรมอุทยานฯ เผยยึดผืนป่าคืนกว่าหมื่นไร่แล้ว

เมื่อวันที่ 31 ก.ค. นายนิพนธ์ โชติบาล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เปิดเผยว่า นับแต่ กรมอุทยานแห่งชาติ  ได้เอาจริงเอาจังกับการจัดการขบวนการบุกรุกที่ดินของรัฐ โดยเฉพาะพื้นที่อุทยานแห่งชาติ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า โดยมีการสร้างรีสอร์ต และบ้านพักตากอากาศ นั้น เวลานี้สามารถยึดคืนพื้นที่เหล่านั้นได้แล้วมากกว่า 10,000 ไร่ด้วยกัน และอยู่ระหว่างการดำเนินการอย่างเข้มข้นทั่วประเทศ สำหรับพื้นที่ที่ยึดคืนได้เป็นที่ใดบ้าง จะรวบรวมรายละเอียดและแจ้งให้ทราบเร็วๆนี้

"พื้นที่ ที่ยึดคืนมาได้นั้น เบื้องต้น จะเข้าไปปลูกป่าทดแทน ให้พื้นที่ฟื้นคืนมาเป็นป่าเหมือนเดิมให้เร็วที่สุด ส่วนพื้นที่ใดที่ยังมีการก่อสร้าง มีสิ่งปลูกสร้างติดอยู่ เมื่อคดีความต่างๆสิ้นสุดก็จะเข้าไปรื้อถอนเร็วที่สุด พื้นที่ใหญ่ๆที่สามารถยึดคืนได้แล้วเวลานี้ เช่น สวนส้ม ในอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง จ.เชียงใหม่ ประมาณ 1 พัน ไร่ พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ป่าดงใหญ่ จ.บุรีรัมย์ และพื้นที่หาดในยาง ในอุทยานแห่งชาติสิรินาถ จ.ภูเก็ต โดยพื้นที่หาดในยางนั้น ได้ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปเคลียร์พื้นที่ให้เป็นชายหาดเปล่าๆไม่มีร้านค้า รถเข็ญ หรือเตียงผ้าใบ วางระเกะระกะอีกแล้ว ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปพักผ่อน เดินเล่นได้เต็มที่ ไม่ต้องจ่ายค่าเตียงผ้าใบอีกต่อไป"นายนิพนธ์ กล่าว

เมื่อถามเรื่องที่เวลานี้พบว่า ผางามรีสอร์ต ซึ่งเป็นรีสอร์ต ที่มีการพิสูจน์ชัดเจนแล้วว่า มีการบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน โดยศาลก็ตัดสินออกมาชัดเจนแล้ว แต่รีสอร์ตดังกล่าว ยังมีการโปรโมทให้นักท่องเที่ยวเข้าไปพักอยู่ จะมีการดำเนินการเรื่องนี้อย่างไร นายนิพนธ์ กล่าวว่า ความจริงแล้วหัวหน้าอุทยานฯในพื้นที่ควรจะดำเนินการเรื่องนี้ คือสั่งปิด แต่ยังไม่ต้องรื้อจนกว่าคำสั่งจะออกมาชัดเจน ซึ่งเวลานี้ทางกรมอุทยานฯอยู่ระหว่างทำหนังสือขอความเห็นชอบจากคสช. แต่ก็พยายามเข้าใจว่า ในพื้นที่อาจจะมีกำลังไม่เพียงพอ

"ถึงอย่างไรรีสอร์ตที่บุกรุกอุทยานฯเราต้องรื้อทิ้งทั้งหมด รับรองว่า กรมอุทยานฯไม่ได้ทำแค่แย็บแล้วหนี หรือแย็บแล้วถอย แต่เราต้องการจะน็อคทั้งหมด ซึ่งเมื่อเอกสารทุกอย่างพร้อม เราจะน็อคทันที ไม่ต้องห่วง"นายนิพนธ์ กล่าว

นายชีวะภาพ ชีวะธรรม นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการพิเศษ และแกนนำทีมพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม ที่ผ่านมีการประชุมตัวแทนแต่ละภาคส่วนที่จะเข้ามาช่วยดำเนินการแก้ปัญหาเชิงรุกเรื่องการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ประกอบด้วย ตัวแทนจากทุกภาคของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอรมน.) กรมอุทยานแห่งชาติฯ กองทัพเรือ ตัวแทนจากสำนักงานจเรตำรวจ ตัวแทนแต่ละกองทัพภาค ตัวแทนจากกรมที่ดิน และกรมป่าไม้ โดยทีมงานพยัคฆ์ไพร โดยที่ประชุม ได้หารือเรื่องการปรับแนวทางการทำงานเพื่อยึดคืนพื้นที่ป่าร่วมกัน โดยให้ยึดหลัก รวมกันตี แยกกันปฏิบัติ ซึ่งการปฏิบัติงานนี้ต้องยึดถือ 2 แนวทาง คือ 1. ประสานข้อมูลกันเพื่อเกิดความรวดเร็วในการดำเนินการ 2.ไม่ให้กระบวนการทำงานทั้งหมดกระทบกับชาวบ้านที่ยากจนและประกอบการสุจริต

นายชีวะภาพ กล่าวว่า ที่ประชุมได้กำหนดพื้นที่สำคัญตามกลุ่มป่าที่ถือว่ามีปัญหาหนักและต้องให้ความสำคัญเป็นกรณีพิเศษต้องเข้าปฏิบัติการเร่งด่วน คือ 1.กลุ่มป่าสาละวิน ที่ จ.แม่ฮ่องสอน มีประเด็นคือ เวลานี้เข้าสู่ฤดูฝน คาดการณ์ว่า จะมีกลุ่มผู้ลักลอบตัดไม้เข้าไปปฏิบัติการณ์ลักลอบตัดไม้หนักขึ้นอีก จึงต้องเตรียมการทั้งแผนรับมือ และแผนในเชิงรุกเพื่อป้องกันขบวนการนี้ รวมทั้งยับยั้งไม่ให้ขบวนการตัดไม้นี้เข้าไปในพื้นที่ได้ก็จะดีที่สุด 2.กลุ่มป่าใน จ.ลำปาง สุโขทัย แพร่ น่าน และอุตรดิตถ์ เป็นพื้นที่ที่มีการตัดไม้เนื้อแข็งประเภท ประดู่ ชิงชัน เพื่อการส่งออกมากที่สุด 3.กลุ่มบุกรุกที่ดิน ทำลายป่า เพื่อทำสวนยาง หรือสวนปาล์ม กรณีนี้มีอยู่หลายพื้นที่ทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะภาคใต้เท่านั้น 4.กลุ่มป่า จ.พิษณุโลก เพชรบูรณ์ นครราชสีมา ที่มีการบุกรุกพื้นที่แปลงใหญ่ สร้างรีสอร์ต บ้านพักตากอากาศ 5.พื้นที่ป่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เป็นแหล่งไม้พะยูงทั้งหมด 6.พื้นที่ป่าภาคกลาง เน้น จ.สระบุรี ราชบุรี 7.พื้นที่ภาคใต้ เน้นที่ จ.ภูเก็ต และพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดน

"ทางกลุ่มพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ เสนอในที่ประชุมว่า กรมป่าไม้จะรับดำเนินการคดีพิเศษที่มีความซับซ้อน โดยก่อนเข้าไปดำเนินการจะตรวจสอบข้อมูล และประวัติกลุ่มเป้าหมายก่อนว่าเป็นอย่างไร พื้นที่ ที่กำลังดำเนินการหลักๆคือ ที่ จ.ภูเก็ต และ จ.สระบุรี ซึ่งทั้ง 2 แห่งค่อนข้างจะซับซ้อน โดยเฉพาะเรื่องการออกเอกสารสิทธิที่ทำกิน อย่างไรก็ตามเวลานี้ ได้รับความร่วมมือจากกรมที่ดิน ในการเข้ามาช่วยตรวจสอบเอกสารสิทธิ คาดว่าปมที่มีอยู่จะคลี่คลายได้เร็ววันแน่นอน"นายชีวะภาพ กล่าว
 
ที่มา : น.ส.พ.ข่าวสด / ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗

 2 
 เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2014, 05:11:54 PM 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
สำรวจ"เสือโคร่ง" "ดงพญาเย็น-เขาใหญ่"

จากป่าที่เคยขึ้นชื่อเรื่องเสือสางในอดีต ถึงขนาดมีตำนาน "เสือกินคน" เกิดขึ้นมาแล้วถึง 2 ครั้ง อุทยานฯ เขาใหญ่กลับกลายเป็นป่าที่นักวิจัยเสือเชื่อว่า ไม่มีเสือโคร่งเหลืออีกแล้ว! ตรงข้ามกับผืนป่า "ตะวันตก" อย่างห้วยขาแข้ง อันถือเป็น "เมืองหลวงเสือ" ของไทย กลับยังมีเสือโคร่งอยู่อย่างหนาแน่น สมศักดิ์ศรีชื่อชั้นมรดกโลก พูดกันว่า หากใครจะขอทุนจากเมืองนอก เพื่อสำรวจและวิจัยเสือในผืนป่า "ตะวันออก" แถวเขาใหญ่ จะไม่มีทางได้ทุนเด็ดขาด!

อย่างไรก็ดี กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ กำลังกู้ศักดิ์ศรีมรดกโลกของตัวเองกลับคืน เพราะล่าสุดมีการยืนยันแน่ชัดแล้วว่า ในผืนป่าดงพญาเย็น อันประกอบด้วย "4 อุทยาน" เขาใหญ่ ทับลาน ปางสีดา และตาพระยา กับอีก "1 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า" ดงใหญ่ ยังมีเสือโคร่งเป็นเจ้าป่าอยู่ ไม่ได้ล้มหายตายจากไปหมดแล้ว อย่างที่เคยเชื่อกัน ผู้ที่ควรได้เครดิตเต็มๆ จากเรื่องนี้ก็คือ มูลนิธิฟรีแลนด์ (FREELAND Foundation) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศไทย จับงานต่อต้านการค้าสัตว์ป่าและค้ามนุษย์ มีผลงานออกมาอย่างต่อเนื่อง พวกเขาใช้เทคโนโลยี กล้องดักถ่าย หรือ Camera Trap จำนวน 40 ตัวในปัจจุบัน (และกำลังเพิ่มจำนวนกล้องทุกๆ เดือน) เป็นเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพ จนได้หลักฐานรูปถ่ายของเสือลายพาดกลอน จำแนกลายอันต่างกันได้ถึง 12 ตัว!

"รูปถ่ายเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ค่ะ" น.ส.ทัตฑยา พิทยาภา นักชีววิทยาและผู้ประสานงานภาคสนามของฟรีแลนด์ว่า "พอมีรูปเสือมายืนยัน ตอนนี้เราสามารถขอทุนสนับสนุนจาก US Fish and Wildlife Service ได้แล้ว เช่นเดียวกับป่าตะวันตก"

ทัตฑยาเล่าความเป็นมาว่า ก่อนหน้านี้ ฟรีแลนด์เคยร่วมมือกับองค์กร "WCS Thailand" สำรวจสัตว์ป่าอยู่ในอุทยานฯเขาใหญ่ ตั้งแต่ฟรีแลนด์ยังใช้ชื่อ "WildAid" แล้วเปลี่ยนมาเป็น "เพื่อนป่า"

ต่อมามีปัญหาขัดข้องจากทางเขาใหญ่ เลยออกไปหาอุทยานเกรดรองๆ ที่อยู่ใกล้กัน และเข้าไปช่วยอบรมเพิ่มประสิทธิภาพให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า เริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อ 2 ปีก่อน จากนั้นมอบกล้องดักถ่ายให้เจ้าหน้าที่ไปติดตั้งตรงจุดที่เคยมีเบาะแสเสือโคร่ง ผลที่ออกมาดีเกินคาด เพราะได้รูปเสือโคร่งในทันที!

"เขาใหญ่มีการวางกล้องดักถ่ายมาร่วม 6-7 ปี ไม่เคยเจอเสือ หลายคนคิดว่าขนาดเขาใหญ่ยังไม่มีเสือ อุทยานเล็กๆ ในกลุ่มป่านี้จะไปมีได้ไง มันกลายเป็นว่าที่เราเจอนั้น ดีกว่าเขาใหญ่ซะอีก" ทัตฑยาเล่าถึงความกลับตาลปัตร

สิ่งที่ฟรีแลนด์มุ่งสนับสนุนทางอุทยาน คือช่วยพัฒนาเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าให้รู้จักการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ และการจัดการระบบข้อมูลงานลาดตระเวน ที่เรียกว่าระบบ MIST อันเป็นระบบที่ฝั่งห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่นเรศวรใช้อยู่ก่อนแล้วอย่างมีประสิทธิภาพ

ดึงเจ้าหน้าที่อุทยานมารับการอบรม ว่าต่อไปนี้จะไม่เดินตรวจป่าเรื่อยเปื่อย แต่จะต้องบันทึกและเก็บข้อมูลรายทางไปด้วย เช่น รอยสัตว์ รอยพราน โดยกรอกข้อมูลลงแบบฟอร์ม ถ่ายรูปเป็นหลักฐาน ลงจุดพิกัดดาวเทียมแน่ชัด และที่ขาดไม่ได้ ต้องมีความรู้ในการวางกล้องดักถ่าย

พร้อมกันนั้น จัดหาอุปกรณ์เดินป่าและสนับสนุนอุปกรณ์ช่วยบันทึกข้อมูลให้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะกล้องดักถ่าย กล้องดิจิตอล เครื่องจีพีเอส คู่มือรอยเท้าสัตว์ แบบฟอร์มที่ออกแบบให้กรอกข้อมูลได้ง่ายที่สุด แม้แต่ของใช้อย่างหม้อสนาม

ข้อมูลเกี่ยวกับเสือโคร่งในพื้นที่ จึงไหลมาอย่างต่อเนื่อง

"เราไม่ได้มุ่งไปที่การวิจัยเสือ จับติด ปลอกคออะไรพวกนั้น แต่อยากให้ทางอุทยานได้ประโยชน์จากเรา ในด้านเพิ่มประสิทธิภาพให้เจ้าหน้าที่มากกว่า" ทัตฑยาอธิบายแนวคิดของฟรีแลนด์ "แต่ถ้ามีนักศึกษาป.โท-ป.เอก อยากจะมาศึกษาต่อยอด ก็พร้อมสนับสนุนข้อมูลพื้นฐานให้"

กล้องดักถ่ายที่เรียงรายตามเส้นทางในป่าลึกแห่งดงพญาเย็น เผยให้รู้ว่าเสือใช้เส้นทางและพื้นที่ไหน เสือตัวผู้บางตัวตกเป็นจุดสนใจของทีมงาน เมื่อรูปถ่ายฟ้องว่ามันเดินทะลุจากอุทยานหนึ่งข้ามไปถึงอุทยานหนึ่งเลยทีเดียว

ถึงไม่ต้องจับสัญญาณวิทยุอย่างการวิจัยเต็มรูปแบบ ทีมงานก็ยังรู้อาณาเขตคร่าวๆ ของเสือได้อยู่ดี

นอกจากเสือโคร่งแล้ว ยังมีสัตว์อีกมากมายที่ถูก "ดักถ่าย" ไม่ว่าจะเสือลายเมฆ เสือไฟ หมีควาย หมีคน กระทิง วัวแดง ช้าง เลียงผา หมาใน เม่น ชะมด อีเห็น ไก่ฟ้าพญาลอ แม้แต่สัตว์เล็กที่หายากยิ่งกว่าเสือ อย่างชะมดแปลงลายจุด ซึ่งเดิมเชื่อกันว่ามีแต่ในพื้นที่ป่าดิบแถวภูเขียวที่อยู่เหนือขึ้นไป ก็ยังลงมาถึงดงพญาเย็น โผล่เข้ากล้องเห็นตัวชัดเจน ทั้งยังมีการค้นพบที่น่าประหลาดใจ เมื่อกล้องดักถ่ายในพื้นที่ป่าแห่งหนึ่ง ถ่ายรูปชะมดแผงหางปล้องกับชะมดแผงสันหางดำได้จากจุดเดียวกัน ทั้งที่ปกติชะมดที่หน้าตาคล้ายกันนี้ จะแยกพื้นที่อาศัยออกจากกัน ถ้าพบชนิดหนึ่ง ก็จะไม่พบอีกชนิดหนึ่ง แต่นอกจากสัตว์ป่าแล้ว สิ่งที่กล้องดักถ่ายจับภาพได้ ยังมีพวกพรานป่ารวมอยู่ด้วย บางรายเห็นหน้าชัด บางรายเห็นแต่มอเตอร์ไซค์ แต่ก็พอจะเห็นเลขทะเบียนรถ

ทัตฑยาเล่าว่า พรานบางคนพยายามใส่หมวกปิดบังใบหน้าตอนเดินผ่านกล้อง แต่ที่ตลกก็คือ เจ้าหน้าที่เกิดจำหมาที่ตามพรานมาได้ ว่าเป็นหมาของใคร! หรือพรานคนหนึ่งถูกบันทึกภาพไว้ จะออกจากป่าด้วยเส้นทางเดิมๆ ช่วงเวลาประมาณตีสามตีสี่

เพราะฉะนั้น กล้องดักถ่ายจึงมีบทบาทในด้านป้องกันปราบปรามการล่าสัตว์ได้ด้วยระดับหนึ่ง มีบทบาทคล้ายคลึงกับกล้องวงจรปิดตามเมืองใหญ่นั่นเอง

ปัจจุบันกล้องดักถ่ายมีราคาถูกลงมากกว่าแต่ก่อน เหลือเพียงกล้องละประมาณ 4 พันบาท แต่ต้องมีอุปกรณ์เสริมอย่างกล่องเหล็กหนาเตอะ "Elephant Proof" ที่สั่งทำพิเศษ และก็สะลิงเส้นโตกับกุญแจกันขโมย ที่เป็นรายจ่ายประจำเดือนเลย คือถ่านอัลคาไลน์ก้อนใหญ่ 6 ก้อน แต่ละกล้องจะมีค่าถ่านที่ว่าเดือนละ 350 บาท คูณจำนวนกล้องเข้าไปก็เป็นเงินไม่ใช่น้อย ทุกเดือนที่ฟรีแลนด์ไปกู้กล้อง ถ่านจะเหลือพลังงานเฉลี่ยประมาณ 60% ก็จะยกถ่านให้เจ้าหน้าที่อุทยานไปใช้ใส่ไฟฉายหรือวิทยุต่อไป แล้วเปลี่ยนถ่านชุดใหม่แทนเสมอ ในการติดกล้องดักถ่าย หากเป็นการเจาะจงถ่ายเสือโคร่ง จะติดตามต้นไม้สูงจากพื้นประมาณ 3 ฟุต และเลี่ยงต้นไม้ใหญ่ ซึ่งมักเป็นที่สนใจของช้างป่า

อาจมีการใช้เหยื่อล่อช่วยด้วย แค่ใช้ "ปลาร้า" ราดตามพื้น เพื่อชะลอให้เสือหรือสัตว์นักล่าอื่นๆ หยุดก้มดมกลิ่นสักนิด จะได้ผลกว่าดักรอจังหวะเดินอย่างเดียว ซึ่งกล้องดักถ่ายอาจตื่นจาก"โหมดหลับ"ไม่ทัน จากจำนวนเสือโคร่งที่จำแนกลวดลายได้แล้ว 12 ตัว ทัตฑยาคาดว่าทั้งหมดของเสือแห่งดงพญาเย็นไม่น่าจะเกิน 20 ตัว

โอกาสที่เสือโคร่งจะฟื้นคืนชีพที่เขาใหญ่ จึงต้องหวังพึ่งการเชื่อมผืนป่า (Wildlife Corridor) ระหว่างเขาใหญ่กับทับลาน ซึ่งบัดนี้มีถนนสาย 304 กบินทร์บุรี-นครราชสีมา ขนาด 4 เลน แยกป่าสองฝั่งออกจากกันไปเรียบร้อยแล้ว

การเชื่อมป่าเป็นเงื่อนไขที่ทางคณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโกกำหนด นับตั้งแต่การตัดสินใจรับ "กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่" เป็นมรดกโลก โดยย้ำหลายครั้งให้ไทยลงมือทำได้แล้ว แต่ฝ่ายไทยก็ศึกษาแล้วศึกษาอีก โดยยังไม่มีการตัดสินใจใดๆ จนทุกวันนี้ ว่าจะลงมือก่อสร้างแบบไหน จะอุโมงค์หรือจะทางลอยฟ้า เพื่อเปิดช่องทางให้สัตว์ไปมาหาสู่กันเสียที คำถามที่ว่า แล้วทำไมเสือโคร่งที่เคยมี จึงหายไปจากเขาใหญ่ นักวิชาการสันนิษฐานว่า เพราะที่ทำการ บ้านพักทั้งหลาย ล้วนแต่เข้าไปตั้งอยู่ใจกลางบ้านดั้งเดิมของเสือทั้งหมด รถราก็แล่นกันอึกทึกมาก ในดงป่านอกสายตานักท่องเที่ยว ยังมีชาวบ้านเดินหาไม้หอมกันแทบทุกตารางนิ้วอีกต่างหาก วุ่นวายเกินกว่าเสือจะใช้ชีวิตอยู่ได้

ดังนั้น การสำรวจพบเสือตามอุทยานต่างๆ ใกล้เคียง จึงเหมือนเป็นกระจกเงาสะท้อนความผิดพลาดในการจัดการอุทยานของเขาใหญ่ มุ่งรองรับการท่องเที่ยวจนเสียสมดุล แต่กระนั้น การพบเสือดงพญาเย็นก็จุดประกายความหวัง ทัตฑยาเชื่อว่าหากมีการปูพรมกล้องดักถ่ายไปตามป่าใหญ่อื่นๆ ที่ยังขาดการสำรวจอย่างละเอียด จะมีข้อมูลดีๆ ให้ได้ฮือฮาอีกมาก

"ตอนนี้ไม่มีข้อมูล ไม่ได้แปลว่าไม่มีเสือไม่มีสัตว์ที่สำคัญ มันแค่รอการสำรวจเท่านั้น"

ที่มา : ปริญญา ผดุงถิ่น มูลนิธิฟรีแลนด์ เอื้อเฟื้อภาพ / น.ส.พ.ข่าวสด : ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๗

 3 
 เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2014, 11:10:02 AM 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
กรมอุทยานลุยตรวจป่ากาญจน์

วันที่ 26 ก.ค. นายธัญญา เนติธรรมกุล รองอธิบดีกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช พร้อมนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ผอ.สำนักป้องกันปราบปรามและควบคุมไฟป่าและคณะ ลง พื้นที่ตรวจสภาพป่าในเขตอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพื้นที่ จ.กาญจนบุรี

นายธัญญากล่าวว่า การลงพื้นที่ดังกล่าวดำเนินการตามยุทธการทวงคืนผืนป่าตามคำสั่ง คสช.ที่ 64/2557 เรื่องการปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายป่าไม้ โดยใช้เฮลิคอปเตอร์บินสำรวจตรวจสอบบริเวณพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติเอราวัณ อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ อุทยานแห่งชาติไทรโยค และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ จ.กาญจนบุรี เพื่อตรวจสอบว่า มีผู้บุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวประกอบอาชีพเกษตรกรรมหรือไม่ รวมทั้งการบุกรุกพื้นที่ป่าของกลุ่มนายทุนที่นำไปสร้างรีสอร์ต บ้านพักตากอากาศ บริเวณริมเขื่อนศรีนครินทร์

"จากการสำรวจพบว่าในเขตอุทยานแห่งชาติมีการบุกรุกปลูกปาล์มน้ำมันสร้างรีสอร์ต ซึ่งต้องตรวจสอบว่ามีการเปลี่ยนผู้ครอบครองหรือไม่ โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ มีการบุกรุกเพิ่มเติมจากเดิมสร้างเป็นรีสอร์ตลอยกลางน้ำหรือเรียกว่า"มัลดีฟส์" นอกจากนั้นให้ตรวจสอบการคอร์รัปชั่นของอุทยานการรับนักท่องเที่ยวเกินขีดจำกัด ตั๋วผี ซึ่งการทำงานต้องระมัดระวังเพราะมี คสช.มองเราอยู่ จึงขอให้ทุกหน่วยงานเร่งตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย" นายธัญญากล่าว

ที่มา : น.ส.พ.ข่าวสด / ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๗

 4 
 เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2014, 11:09:01 AM 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
หนองบัวฯ-จับไม้

วันที่ 26 ก.ค. สภ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู พร้อมทหารและเจ้าหน้าที่ปกครอง ออกตรวจพื้นที่พบรถกระบะนิสสัน สีเงิน ทะเบียน บท 1039 สกลนคร บริเวณคอกเหล็กที่กระบะ มีลักษณะต้องสงสัยจึงเรียกตรวจค้น แต่คนขับเร่งเครื่องหนี ก่อนจนมุมที่ ต.บ้านค้อ อ.โนนสัง พบนายทวีศักดิ์ บุโพธิ์ อายุ 34 ปี และนายจตุพร ภาโสม อายุ 35 ปี พร้อมไม้พะยูง 40 ท่อน ซุกซ่อนอยู่ท้ายรถ สอบสวนรับสารภาพจะนำไปส่งที่ชายแดน

ที่มา : น.ส.พ.ข่าวสด / ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๗

 5 
 เมื่อ: กรกฎาคม 27, 2014, 11:08:05 AM 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
บึงกาฬ-ยึดไม้พะยูง

วันที่ 26 ก.ค. กองร้อยทหารพรานที่ 2105 สนธิกำลัง สภ.เหล่าหลวง บก.ปทส. ตำรวจน้ำบึงกาฬ หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ นค.4 (เซกา) และ เจ้าหน้าที่ปกครอง ออกตรวจสอบตามแนวชายแดน บริเวณถนนริมแม่น้ำโขง บ้านเหล่าหมากผาง พบชายฉกรรจ์ 7-8 คน กำลังลำเลียงไม้ออกจากป่าริมทางมากองไว้บนถนน เพื่อรอเรือมารับ จึงแสดงตัวเข้าจับกุม แต่ชายฉกรรจ์ทั้งหมดวิ่งหลบหนีไปได้ ทิ้งไม้พะยูงไว้ 105 ท่อน จึงยึดไว้เป็นหลักฐาน นำส่ง สภ.เหล่าหลวง สืบสวนหาเจ้าของมาดำเนินคดี

ที่มา : น.ส.พ.ข่าวสด / ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๗

 6 
 เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2014, 10:52:56 AM 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
นักวิชาการ ไม่เห็นด้วย พะยูง ชิงชัน เป็นไม้หวงห้าม

กรณีที่ สำนักงานเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์(ไซเตส) มีคำสั่งให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ควบคุมการค้างาช้างในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ โดยต้องออกกฏหมายกำหนดให้จดทะเบียนงาช้างภายในประเทศและระเบียบการอนุญาตการค้างาช้าง รวมทั้งติดตามตรวจสอบการค้างาช้างและทำข้อมูลงาช้างที่มีประสิทธิภาพมากกว่าที่ผ่านมาทั้งหมดต้องทำให้เสร็จภายในวันที่31มีนาคม2558 มิฉะนั้น ไซเตส จะระงับสินค้าส่งออกของประเทศไทยทั้งหมดที่อยู่ในข่ายที่ต้องขออนุญาตไซเตส โดยทางกรมอุทยานฯยืนยันว่า ได้ทำเรื่องนี้แล้ว แต่ขั้นตอนการออกกฏหมายปกติล่าช้ามาก จึงขอให้ทางคณะรักษาความสบแห่งชาติ(คสช.)ช่วยดำเนินการเรื่องนี้ด้วยนั้น

นายนิพนธ์ โชติบาล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯให้สัมภาษณ์ว่า เนื่องจากเวลานี้มีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวออกมาแล้ว ตนจึงสั่งการเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้คือ ให้ทางฝ่ายกฏหมาย ดำเนินการ 2 ทาง ควบคู่กันไป คือ ทางหนึ่งเร่งส่งเรื่องให้กับกรมป่าไม้ ที่จะเป็นตัวแทนของทส.ทำหน้าที่รวบรวมเรื่องเร่งด่วนทุกเรื่องจากทุกหน่วยงาน ส่งให้ทางคสช.อีกทางหนึ่งคือ ส่งไปตามขั้นตอนปกติ และให้ทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)เป็นผู้พิจารณา อยู่ที่ว่า ทางไหนจะพิจารณาก่อน ซึ่งผลก็จะออกมาเหมือนกัน

เมื่อถามว่ากรณีที่ ต้องให้ทางสนช.พิจารณานั้น เนื่องจากมีเรื่องให้สนช.พิจารณาจำนวนมากจากหลายหน่วยงาน กรณีกฏหมายค้างาช้าจะล่าช้าเกินกำหนดที่ไซเตส กำหนดเอาไว้หรือไม่ นายนิพนธ์กล่าวว่า ไม่น่าจะล่าช้าถึงขนาดนั้น เพราะเป็นการพิจารณาแค่สภาเดียวเท่านั้น จึงไม่ต้องกลัวว่าจะล่าช้าไม่ทันการที่ไซเตสกำหนด คาดว่าหากเข้าสู่การพิจารณาจริงๆไม่น่าจะใช้เวลามากกว่า 3 เดือน

"เวลานี้มีทางสมาคมผู้ส่งออกกล้วยไม้ไทย ได้แสดงความวิตกกังวลเรื่องของการส่งออกกล้วยไม้ไทย ผมก็ได้ทำหนังสือแจ้งผ่านไปยังกระทรวงพาณิชย์แล้วว่า ไม่ต้องกังวล เพราะกรมอุทยานฯจะดำเนินการเรื่องนี้เต็มที่ ไม่ยอมให้ไซเตสต้องมาระงับการซื้อขายสินค้าในบัญชีไซเตสอย่างเด็ดขาด เพราะมิฉะนั้นแล้วประเทศจะได้รับความเสียหายอย่างมาก และหากปัญหานี้เกิดขึ้นมาแล้วแก้ยากด้วย ดังนั้น ควรจัดการไม่ให้เกิดปัญหาจะดีที่สุด การที่ทางไซเตสเตือนมาเป็นเรื่องที่ดี เพราะบางประเทศเขาไม่เตือน แต่ใช้วิธีแบนสินค้าเลยซึ่งเสียหายหนักมาก" นายนิพนธ์ กล่าว

สำหรับกรณีที่ ทาง คสช.ได้ออกประกาศให้ไม้พะยูง เป็นไม้หวงห้ามประเภท ก.คือ ห้ามครอบครอง จำหน่ายหรือขาย โดยถ้าครอบครองไม้พะยูงที่เป็นไม้ท่อนเกิน 4 ลูกบาศก์เมตร หรือไม้แปรรูปเกิน 2 ลุกบาศก์เมตร โดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-20 ปี ปรับ 5 หมื่น ถึง 2 ล้าน บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นั้น มีนักวิชาการป่าไม้คือ ผศ.บุญวงศ์ ไทยอุตส่าห์ ที่ปรึกษาศูนย์วิจัยป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุค ศูนย์วิจัยป่าไม้ว่า เห็นว่าการนำไม้พะยูงเข้าเป็นไม้หวงห้ามตามมาตรา 7 พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 อาจไม่เป็นผลดีต่องานส่งเสริมการปลูกป่า หรือ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศเนื่องจากขั้นตอนการขออนุญาตในการปลูก การตัด ที่ยุ่งยาก ทำให้ประชาชนขาดแรงจูงใจในการปลูก

ในทางกลับกัน ผศ.บุญวงศ์ยั งเห็นว่าหากมีการนำไม้สัก ไม้ยางนา ออกจาก ไม้หวงห้ามประเภท ก. จะเป็นการส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้ภาคประชาชน เอกชน มีความต้องการปลูกมากขึ้น เช่นเดียวกันกันกับไม้พะยูง หากนำเข้าเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ก็อาจจะประสบปัญหาเช่นเดียวกับ ไม้สัก และไม้ยางนา ที่อดีตที่ผ่านมาพบว่าไม่ประสบผลสำเร็จในการส่งเสริมการปลูกในภาคเอกชน ดังในในฐานะที่เป็นนักวิชาการด้านการปลูกป่า จึงยืนยันว่า หากรัฐยังต้องการให้ประชาชนปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ ลดการตัดไม้ จากป่าธรรมชาติ เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศ เพิ่มแหล่งดูดซับคาร์บอนให้โลก จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง ผ่อนคลาย ลดขั้นตอนที่ยุ่งยากในการปลูกไม้สัก ไม้ยางนา หรือแม้แต่ ไม้พะยูง ชิงชัน ก็เช่นเดียวกัน นั้น

นายนิพนธ์ กล่าวว่า ในแง่การรักษาไม้พะยูงที่ตอนนี้ถูกรุกรานอย่างหนัก กรมอุทยานฯมีความจำเป็นที่จะต้องทำเช่นนี้ ส่วนเรื่องการปลูกป่าการครอบครองนั้น หากมีความสุจริตในใจที่จะทำ การเข้ามาแจ้งครอบครองต่อกรมอุทยานฯตามขั้นตอนก็สามารถดำเนินการได้

ที่มา : น.ส.พ.มติชน / ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๗

 7 
 เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2014, 10:43:41 AM 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ค้านคสช.ไฟเขียวขยายถนน304ขึ้นเขาใหญ่ ขู่ฟ้องถ้าดันทุรัง

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม นายศรีสุวรรณ  จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนตามที่ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ รองคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) หัวหน้าฝ่ายสังคมและจิตวิทยา ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2557 ได้ออกมาเปิดเผยว่า ที่ประชุมได้ผ่านการพิจารณาการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(อีไอเอ) โครงการทางเชื่อมผืนป่ามรดกโลกบนทางหลวงหมายเลข 304 สาย อ.กบินทร์บุรี - ปักธงชัย จ.นครราชสีมา และโครงการก่อสร้างทาง 4 ช่องจราจร ทางหลวงหมายเลข 304 ตอนอ.กบินทร์บุรี - ปักธงชัย  ช่วง กม. 26-29 และกม.42-กม.57  มูลค่า 2,997.5 ล้านบาท โดยอ้างว่าเมื่อ ผ่านพื้นที่ป่าดงพญาเย็น และอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จะก่อสร้างเป็นทางยกระดับ หรืออุโมงค์เป็นช่วงๆ เพื่อลดผลกระทบต่อสัตว์ป่าที่จะได้ไม่ต้องเดินผ่านถนนสายดังกล่าว
 
นายศรีสุวรรณ  กล่าวว่า สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ขอคัดค้านมติดังกล่าว ว่าเป็นการพิจารณาที่ไม่รอบคอบมุ่งประโยชน์แต่ทางเศรษฐกิจ เอื้อประโยชน์แต่กลุ่มทุน จนละเลยประเด็นสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ ซึ่งผู้คนทั่วโลกเขาต่างถวิลหาและปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ จนยกย่องให้เป็น "มรดกโลกทางธรรมชาติ" ซึ่งคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ควรทำหน้าที่ในการปกป้องและรักษาทรัพยากรเหล่านี้แทนคนไทยทั้งชาติ ไม่ใช่เข้ามาทำหน้าที่ส่งเสริมการลงทุน หรือเป็นตัวแทนกลุ่มทุน และกรุณา "อย่าคิดแทนสัตว์" เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่มีการตัดถนนสาย 304 ขนาดช่องการจราจรเดิมก็ได้ทำลายชีวิตสัตว์ป่าไปแล้วมากมายมหาศาลในแต่ละปี ซึ่งทางที่เหมาะสมควรที่จะต้องปิดหรือยกเลิกเพิกถอนเส้นทางดังกล่าวเสียด้วยซ้ำไป
 
"เป็นที่น่าสังเกตว่าคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเข้ามาเพียงไม่กี่วัน จะสามารถอ่านและทำความเข้าใจรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่มีเนื้อหาแต่ละโครงการนับ 1,000 หน้าได้อย่างไร และที่สำคัญไม่มีตัวแทนของภาคประชาชน ผู้มีส่วนได้เสีย หรือนักอนุรักษ์เข้าไปนั่งเป็นกรรมการหรือร่วมพิจารณาด้วยเลย มีแต่นักอนุรักษ์จอมปลอมเท่านั้น สมาคมฯ จึงใคร่ขอเรียนร้องมายังคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และ คสช. ได้โปรดรักษาทรัพย์สมบัติทางธรรมชาติไว้ให้ลูกหลายไทยในอนาคต "เพื่อคืนความสุข" ให้กับคนไทยได้อย่างแท้จริง โดยการทบทวน หรือเพิกถอนโครงการทั้ง 2 โครงการดังกล่าวเสีย และหากข้อเรียกร้องนี้ไม่บังเกิดผล สมาคมฯจะร่วมมือกับภาคประชาชนทั่วประเทศที่มีใจอนุรักษ์และหวงแหนทรัพยากรเหล่านี้ โดยจะใช้มาตรการทางกฎหมายภายใต้รัฐธรรมนูญในการฟ้องร้องหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อศาลปกครองแน่นอน"นายศรีสุวรรณ กล่าว

ที่มา : น.ส.พ.มติชน / ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๕๗

 8 
 เมื่อ: กรกฎาคม 25, 2014, 07:08:24 PM 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
นครพนมจับรถตู้ขนไม้พะยูง 5 ล.

เมื่อวันที่ 24 ก.ค. พ.ต.อ.สิปปนันท์ สรคุณแก้ว ผกก.ตชด.23 จ.นครพนม รับแจ้งจากสายจะมีการลอบลำเลียงไม้พะยูงเข้ามาในพื้นที่ อ.ท่าอุเทน เพื่อขนลงเรือริมตลิ่งแม่น้ำโขงส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน จึงสั่งการให้ พ.ต.ท.ธนพล ท้าวหนู รอง ผกก. พร้อมพ.ต.ท.ทวี ภาน้อย ผบ.ร้อย ตชด.237 สนธิกำลังกับร.อ.ทองเพชร เหล่าโสด หน.ชุด กกล.รส.จว.นครพนม ตร.สันติบาลนครพนม ฝ่ายปกครอง อ.ท่าอุเทน นำกำลัง 15 นาย ออกสกัดตามเส้นทาง ดังกล่าว

กระทั่งพบรถตู้โตโยต้า สีขาว ทะเบียน นค 7539 นครราชสีมา ต้องสงสัยขับสวนกับรถ เจ้าหน้าที่บริเวณหัวสะพาน บ.ดง คนขับพยายามขับหนี จึงขับรถตามมาถึงสามแยกปากทาง บ.หนองสาหร่าย ม.2 ทางหลวงชนบท 3042 ตัดถนนหลวง 212 สายท่าอุเทน-แพง จึงขับรถเบียดให้หยุด แต่คนร้าย 2 คนอายุประมาณ 18-20 ปีได้หยุดรถแล้วเปิดประตูรถวิ่งหนีเข้าสวนยางพาราหนีไปได้ จากการตรวจค้นท้ายรถตู้พบไม้พะยูง จำนวน 35 ท่อน/เหลี่ยม มูลค่ากว่า 5 ล้านบาท ซุกซ่อนอยู่จึงยึดเป็นของกลางส่งให้พนักงานพิทักษ์ป่าที่นพ.1 (พนอม) เก็บรักษาไว้

พ.ต.ท.ธนพลระบุว่า ไม้ล็อตนี้เป็นไม้ใหม่ที่เพิ่งเลื่อยแปรรูปมียางไม้ไหลเยิ้ม คาดปลายทางอยู่ที่จีน แก๊งคนร้ายน่าจะชำนาญเส้นทางใช้ช่วงฝนตกขนย้ายแต่ไม่รอดพ้นหูตา เจ้าหน้าที่จะเร่งสืบหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป

ที่มา : น.ส.พ.ข่าวสด / ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๗

 9 
 เมื่อ: กรกฎาคม 25, 2014, 07:07:15 PM 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
ทหารเร่งจับนายทุนรุกป่าภูพาน

จากกรณีเจ้าหน้าที่ 4 ฝ่าย ทหาร ฝ่ายปกครอง ตำรวจ และเจ้าหน้าที่ป่าไม้ลุยตรวจสอบป่าสงวนแห่งชาติภูพาน และป่าอุทยานแห่งชาติภูผาเหล็ก ซึ่งอยู่ในเขต อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ หลังพบการบุกรุกแผ้วถางตัดโค่นต้นไม้จำนวนมากนับหมื่นต้นและทำการปลูกยางพารากลางภูเขากินเนื้อที่มากกว่า 3,000 ไร่ ไปแล้วนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 24 ก.ค. พล.ต.นิตินัย ภีมะโยธิน ผบ.กองพลทหารม้าที่ 3 พ.อ.จุมพล จุมพลภักดี ผบ.กรมทหารม้าที่ 6 สั่งการให้พ.อ.ฉกาจพงษ์ หงษ์ทอง รอง ผบ.กรมทหารม้าที่ 6 จ.กาฬสินธุ์ นายสัมพันธ์ ยอยโพธิ์สัย ปลัดอำเภอคำม่วง นำกำลังทหารร่วมกับฝ่ายปกครอง ตำรวจ หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ กส.3 (ภูพาน) และจนท.หน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติโคกสนาม เข้ากดดันกลุ่มผู้บุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติภูพาน และป่าอุทยานแห่งชาติภูผาเหล็ก บริเวณบ้านสร้างแข้ และบ้านดงสวน ต.นาทัน อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์

การตรวจสอบต้องเดินเท้าเข้าป่าลึกพบพื้นที่ป่าถูกตัดต้นไม้ล้มตายไปนับหมื่นต้นจนใกล้กลายเป็นเขาหัวโล้นและยังพบเบาะแสกลุ่มนายทุนสร้างที่พักตามจุดพื้นที่และว่าจ้างชาวบ้านในพื้นที่เฝ้าดูแล กรีดยางและปลูกมันสำปะหลังกินเนื้อที่มากกว่า 3,000 ไร่ กลุ่มนายทุนยังนำหลักเขตสลักตัวเลขและตัวหนังสือ สทก.มีรูปครุฑมาปักแสดงเป็นเขตของตัวเองกลางป่าหลายจุด ซึ่งคาดว่าจะเป็นหลักเขตปลอมที่ทำขึ้นเองเพื่อหลอกซื้อขายว่าพื้นที่ป่ามีเอกสารสิทธิในที่ดินทำกิน เจ้าหน้าที่กำลังเร่งตรวจสอบ

พ.อ.ฉกาจพงษ์กล่าวว่า จากนโยบายของ คสช.ให้เร่งปฏิบัติการทวงคืนผืนป่า โดยยึดแผนอาชาพิทักษ์ไพรและนำเอารูปแบบการปฏิบัติการทวงคืนป่าสงวนแห่งชาติภูพานสามชัยโมเดลเป็นแบบแผน เจ้าหน้าที่จะใช้จีพีเอสตรวจพื้นที่ทำการแยกพื้นที่และทยอยทวงคืนแต่ละแปลงจนครบทั้งหมดพร้อมทำการฟื้นฟูปลูกต้นไม้ทดแทนและรณรงค์ให้ชาวบ้านมีจิตสำนึกหวงแหนไม่ให้บุกรุกตัดต้นไม้เป็นเครื่องมือของกลุ่มนายทุนอีก

ที่มา ; น.ส.พ.ข่าวสด / ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๗

 10 
 เมื่อ: กรกฎาคม 25, 2014, 07:04:03 PM 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
หมอน่านเร่งพิสูจน์ซากแมงมุมพิษ - พบมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นแมงมุมแม่ม่ายสีน้ำตาล

 เมื่อวันที่ 25 ก.ค. นพ.ปิยะ ศิริลักษณ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดน่าน สั่งการให้นพ.ดิเรก สุดแดน ผอ.ร.พ.ท่าวังผา ประสานงานกับนพ.อิฎฐผล เอี้ยววงษ์เจริญ นายแพทย์ชำนาญการงานระบาดวิทยา สสจ.น่าน พร้อมด้วยนายธัญญา วิเศษสุข สาธารณสุขอำเภอท่าวังผา และหน่วยสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็ว เข้าตรวจสอบซากแมงมุมที่คาดเป็นแมงมุมแม่ม่ายสีน้ำตาล ซึ่งมีพิษรุนแรง ที่บ้านของนายเอกภพ ตันตา บ้านเลขที่ 248 ม.4 บ้านสบยาว ต.ท่าวังผา จ.น่าน     

 นพ.อิฎฐผลเปิดเผยว่า หลังจากการตรวจสอบซากแมงมุมดังกล่าว พบมีความเป็นไปได้อย่างสูงที่จะเป็นแมงมุมแม่ม่ายสีน้ำตาล แม้เป็นแมงมุมที่มีพิษมากกว่างูเห่าถึง 3 เท่า แต่พิษที่อยู่ในตัวแมงมุมซึ่งมีขนาดเล็กทำให้พิษมีปริมาณที่เล็กน้อยมากและมีผลต่อระบบประสาทเท่านั้น โดยแผลที่โดนกัดไม่เป็นเนื้อตาย ซึ่งทำให้ผู้ถูกแมงมุมชนิดนี้กัดจะรู้สึกระคายเคืองบริเวณที่กัด และหากรักษาอย่างถูกวิธีก็ไม่เป็นอันตราย โดยขอแนะนำหากถูกแมงมุมแม่ม่ายสีน้ำตาลกัดให้ใช้น้ำสะอาดและสบู่ล้างบริเวณแผลที่ถูกกัด ประคบด้วยน้ำแข็ง ห้ามใช้ของร้อน เช่น ยาหม่อง ถูนวดเด็ดขาด

 นพ.อิฎฐผลเปิดเผยอีกว่า ส่วนในรายที่มีอาการแพ้พิษ หากมีอาการบวมแดงผิดปกติให้รีบพบแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกต้องทันที และให้ทำความสะอาดบริเวณบ้าน ที่อยู่อาศัย และสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้แมงมุมมาทำรังได้ โดยขณะนี้จะนำซากแมงมุมดังกล่าวส่งตรวจที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จะทราบผลชนิดแมงมุมที่ชัดเจนได้ภายในระยะเวลา 7-14 วัน   

ที่มา : น.ส.พ.ข่าวสด / ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๕๗

หน้า: [1] 2 3 ... 10